Uncategorized

3 ที่เที่ยวเมืองพัทยาอันเป็นแลนมาร์คใหม่ของที่นี่

Posted on

ก่อนหน้านี้เราพาคุณไปชม 3
สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองพัทยาที่เป็นธรรมชาติมาแล้วคราวนี้เราขอพ่คุณไปดูกันต่อกับที่เที่ยวเด็ดๆที่หาก
มาพัทยาก็ไม่ควรจะแวะไปในสถานที่เหล่านี้
ฟรอสต์ เมจิคคัล ไอซ์ ออฟ สยาม
เริ่มกันที่แรกกับฟรอสต์ เมจิคคัล ไอซ์ ออฟ สยาม
โดยที่นี่จะทำให้คัณได้ติ่นตากับความยิ่งใหญ่ของประติมากรน้ำแข็งต่างๆที่กระจายกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้
โดยภายในจะมีอุณหภูมิที่เย็นมากๆจนเทียบเท่ากับการอยู่ขั้วโลกเหนือเลยทีเดียว ซึ่งอากาศอยู่ที่ -10
องศาเซลเซียส
โดยเมื่อเข้าไปด้านในคุณจะต้อิงสวมเสื้อโคทที่ทางร้านจัดเอาไว้ให้เพราะด้านในนั้นมีความหนาวเย็นมา
กจริงๆ แต่ที่เป็นไฮไลท์ของฟรอสต์ เมจิคคัล ไอซ์ ออฟ
สยามนั่นคือประติมากรน้ำแข็งที่ถูกยกนำมาจัดแสดงไว้ภายใน ซึ่งเกือบทุกชิ้นช้วนมาจากฝีมือคนไทย
ส่วนใครที่หิวง่ายกลัวเข้าไปแล้วไม่มีอะไรทานที่นี่เขาก็มีบาร์เปิดให้บริการด้านในอีกด้วย
และหากเมื่อเข้าไปนอกจากจะมีบาร์เครื่องดื่มให้บริการแล้วยังทีการประดับตกแต่งมากมายภายใน
ซึ่งทุกอย่างล้วนถูกผลิตมาจากน้ำแข็งทั้งสิ้น
รับเบอร์แลนด์
ที่นี่ถือเป็นสถานที่แห่งใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ และเปิดบริการเมื่อไม่นานมานี้
แต่ก็มีนักท่องเที่ยวนิยมเข้าไปแวะเวียนอยู่เสมอ
แน่นอนว่าชื่อรับเบอร์แลนด์พระเอกของงานก็ต้องยกให้กับยางที่ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุหลักในการสร้างผล
งานที่ใช้จัดแสดงโชว์อยู่ด้านในนั่นเอง
ซึ่งยางที่นำมาใช้ก็เป็นยางที่มาจากยางพาราจนทำให้ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งยางพาราของไทยเลย
ทีเดียว
แต่เดิมทีต้องบอกว่ารับเบอร์แลนด์คือแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติที่สามารถเดินไปพร้อมเติบความรู้ไปได้ด้วยใ
นตัว ส่วนประติมากรส่วนใหญ่ก็จะเป็นการนำยางมาดัดเป็นรูปต่างๆให้ดูสวยงามหรือมีความหมาย
เมืองจำลองสยาม
สำหรับเมืองจำลองสยามถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่คู่เมืองพัทยามาอย่างยาวนาน
และถึงแม้มันจะเปิดบริการมาเป็นระยะเวลานาน
แต่ก็ยังมีทัวร์ชาวต่างชาติมักเลือกจะมาเที่ยวที่นี่หลายคนเลยทีเดียว
ส่วนเหตุผลที่มันยังคงเป็นนิยมในปัจจุบันนั่นเพราะเมืองจำลองสยามได้ยกแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวหรือแห
ล่งสำคัญทางประวัติศาสต์มาเก็บรวบรวมไว้ในที่แห่งนี้นั่นเอง
และไม่ใช่แค่มีสถานที่สำคัญในเมืองไทยเท่านั้นหากแต่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นของต่างประเทศได้อีก
ด้วย โดยพื้นที่จัดแสดงโชว์ต่างๆได้รับการออกแบบ
และแบ่งจัดสรรค์ปันส่วนพื้นที่ได้เป็นอย่างดีทำให้นักท่องเที่ยวเลือกดูได้ง่ายว่าจะถ่ายเอาไปลงช่องอะไร
นั่นเอง…

รีวิว

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ถุงทอง

Posted on

ถุงทองถือเป็นอาหารไทยโบราณที่แพร่หลายในรั้วในวงช่วงยุครัตนโกสินทร์ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่เมนูที่พี่น้องชาไทยยังนิยมรับประทานและนิยม
ปรุงออกวางจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่องซึ่งแน่นอนว่าไม่มีแนวโน้มที่จะหายไปในอนาคตอันใกล้
แถม ถุงทอง ยังถือเป็นขนมที่มีชื่อเป็นมงคล เพราะคำว่า“ถุงทอง” คล้ายจะอวยพรให้มีเงินมีทองใช้ตลอดไป
ยิ่งใกล้เทศกาลปีใหม่ การให้ขนมที่เป็นมงคลจะสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ
สมัยก่อนจึงนิยมทำขนมชนิดนี้ใช้ในงานมงคลแต่ปัจจุบันมักจะใช้ในงานเลี้ยงหรูๆ
นั่นทำให้ในปัจจุบัน ถุงทองถูกจัดให้เป็นอาหารเรียกนํ้าย่อยตามบุฟเฟ่ต์ หรือตามโต๊ะจีน
อารมณ์ประมาณว่ากินแล้วอยากกินจานต่อไปอีก
เป็นของว่างประเภทเดียวกับ กระทงทอง หรือ เปาะเปี๊ยะทอด
ที่ทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด วัตถุดิบก็หาง่ายแถมหน้าตายังน่ารับประทานด้วย
ส่วนอุปกรณ์หลักที่ต้องใช้ในการทำ ถุงทอง คือ เตาแก๊ส,
กระทะ, ทัพพี, หม้อ, ตะแกรง, กระชอน, กะละมัง, ถาดสเตนเลส,
เขีย และ ครก ไม่นับรวมเครื่องมือเบ็ดเตล็ดอื่นๆที่หยิบยืมได้จากในครัวทั่วไป
ขณะที่วัตถุดิบหลักในการทำ ถุงทอง กอปรด้วย
แผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะ (ขนาด 4 นิ้ว), เนื้อหมูสันใน, กุ้งสด, มันแกว,
พริกไทย, รากผักชี, กระเทียม, ซีอิ๊วขาว, นํ้าตาลทราย, ต้นหอม
หรือ ก้านขึ้นฉ่าย (สำหรับมัดปากถุงทอง), เกลือ และนํ้ามันสำหรับใช้ทอด
ขั้นตอนการทำ ถุงทอง เริ่มจากการทำไส้ถุงทองก่อน
โดยการโขลก พริกไทย, กระเทียม และ รากผักชี เข้าด้วยกัน
แล้วตักใส่ถ้วยพักไว้ นำกุ้งมาล้าง แกะเปลือกแล้วสับหยาบ
ส่วนเนื้อหมูสันใน นำมาล้าง ผึ่งสะเด็ดนํ้า หั่นเป็นชิ้นเล็ก
แล้วสับหรือบดเตรียมไว้ เช่นเดียวกับ มันแกว ล้างสะอาดสับให้ละเอียด
จากนั้นนำกระทะตั้งไฟ ใส่นํ้ามันพืชลงไปเล็กน้อย
เมื่อกระทะร้อนเอาเครื่องกระเทียม, รากผักชี และ พริกไทย
ที่โขลกเตรียมลงไปผัดให้พอมีกลิ่นหอม จึงใส่ กุ้งสับ กับ หมูสับ
ลงไปผัด ตามด้วยมันแกวสับ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว และ
นํ้าตาลทราย ผัดจนมีกลิ่นหอมและแห้งที่เหลือก็แค่นำ ต้นหอม หรือ ก้านขึ้นฉ่าย
ที่หั่นตามยาวโดยยาวประมาณ 5 นิ้ว มาแช่นํ้าร้อน 5 นาทีหรือนำมาลวก (เพื่อให้เกิดความอ่อนตัว
ง่ายต่อการใช้มัดปากถุงทอง) แล้วนำขึ้นมาพักให้สะเด็ดนํ้าฉีกเป็นเส้นๆ เตรียมไว้
เมื่อไส้เสร็จ มีแผ่นแป้งพร้อม ก็เตรียมห่อถุงทอง
โดยนำแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะมาตัดเป็นวงกลมให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 นิ้ว
นำไส้ที่ผัดเตรียมไว้มาใส่ตรงกลางแผ่นแป้งแล้วทำการพับครึ่งรวบขึ้น
จากนั้นจับพับทบไปทบมาลักษณะเหมือนกับการพับ “พัด”
แล้วมัดด้วย ก้านขึ้นฉ่าย หรือ ต้นหอม 1 เส้น จับผูกสัก 2 ทีไม่ต้องแน่นมาก เอาแค่ไม่หลุดก็พอ
มัดแล้วก็ทำการคลี่ชายแป้งออกให้สวยงาม จะมีลักษณะคล้ายถุงทำเช่นนี้จนหมดแป้ง หมดไส้
สุดท้ายเป็นขั้นตอนการทอด ใช้ความร้อนปานกลางพอนํ้ามันร้อนให้ลดไฟลง แล้วนำถุงทองลงทอด
เทคนิคในการทอดให้ใช้ทัพพีกดให้ถุงทองจมนํ้ามันมิฉะนั้นปากถุงจะบาน ทอดจนถุงทองสุกมีสีเหลืองทอง
ก็ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดนํ้ามัน เท่านี้ก็พร้อมรับประทาน…

รีวิว

วันหยุดไม่รู้ไปไหนมาเที่ยวเมืองกาญฯมีความสุขเเน่

Posted on

เรามีวันหยุดเเต่การหยุดเเล้วอยู่เฉยๆบางครั้งก็เบื่อหากจะลองหาสถานที่ท่องเที่ยวสักเเห่งที่ชิลๆ บรรยากาศดี
ขอให้เลือกไปเที่ยวที่จังหวัดกาญจนบุรีลองไปดูว่าจังหวัดนี้มีดีอะไรทำไมสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก
เเละที่สำคัญนั้นจังหวัดนี้เป็นเเหล่งที่เที่ยวที่มีธรรมชาติมากมายให้คุณได้สัมผัส
ที่เที่ยวเเห่งเเรกเลยที่จะเเนะนำท่านก็คือ

ทางรถไฟข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแคว
เป็นที่ท่องเที่ยวที่หลายคนสนใจอยากจะมาเพราะว่าเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทย
เเละหากได้มาเดินเล่นเเละถ่ายรูปน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกใจใครหลายคนอย่างมากเพราะว่า บรรยากาศรอบๆ
สวยงามเหมาะเเก่การถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก
เเละที่นั้นยังมีหลักฐานที่เเสดงความเป็นมาเป็นไปของทางรถไฟสายสำคัญของไทยด้วยได้เที่ยวเเละยังได้ความรู้อีกด้วย
ที่เที่ยวต่อมาที่น่าไปคือ

ซาฟารี ปาร์ค แอนด์ แคมป์
สวนสัตว์ที่จะพาเราไปใกล้ชิดกับบรรดาสัตว์น้อยใหญ่
นักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับสัตว์ต่างๆเเบบถึงเนื้อถึงตัวกันเลยทีเดียว
มันน่าตื่นเต้นอย่างมากใครที่ชอบการดูสัตว์ต้องไปที่นี่เลย
รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างเเน่นอน ราคาเข้าชมคนละ200
บาทเเละมีค่าบริการให้อาหารสัตว์ 100 บาท
เเละยังสามารถนำรถส่วนตัวของคุณขับเข้าไปชมสัตว์นานาชนิดได้อีกด้วย เป็นอะไรที่สุดยอดไปเลย
ไปที่ยวดูธรรมชาติเเล้วมาเเวะไหว้พระกันบ้าง เเนะนำให้ไป

วัดถ้ำเสือ
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เเละเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว วัดถ้ำเสือมี
พระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่บนเนินเขา
พร้อมด้วยพระอุโบสถอัฏฐมุขทรงไทยประดับลวดลายสวยงามอย่างมาก
หากไปเเล้วก็ควรที่จะเเวะสักการะเพื่อความเป็นศิริมงคลเเก่ตนเอง
หากต้องการทีจะไปน้ำตกก็มีนั้นก็คือ

น้ำตกเอราวัณ
หนึ่งในสามที่สวยที่สุดของน้ำตกของกาญจนบุรี เกิดจากลำห้วยม่องไล่ไหลลงจากยอดเขา
หากนักท่องเที่ยวได้ไปเเล้วจะได้สัมผัสถึงความงามเเละธรรมชาติที่สวยงามอย่างมาก
จะต้องมีความชื่นใจอย่างเเน่นอนที่ได้เจอกับน้ำตกที่สวยที่สุดเเบบนั้นหาก
ได้ลงไปเล่นน้ำเเล้วจะทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
หากสนใจเล่นน้ำตกที่กาญจนบุรีต้องไปที่นี้เลยน้ำตกเอราวัณ
มันต้องสุดยอดอย่างเเน่นอนขอบอกเเละที่สุดของเมืองกาญณนั้นต้องไปที่

สะพานมอญ
ถือเป็นสะพานสำคัญในอำเภอสังขละบุรี
เปรียบเสมือนสะพานแห่งวัฒนธรรมที่เหมือนสายใยเชื่อมสองเชื้อชาติระหว่างไทย-มอญดินแดนสุดขอบประเทศเข้าไว้ด้วยกัน
เป็นเมืองที่มีความสวยงามที่สุดบอกได้เลยเเละที่นั้นยังมีเเหล่งท่องเที่ยวที่ต้องใช้เรื่องเดินทาง มีวัดใต้น้ำ
เเละที่สำคัญคือการใส่บาตรตอนเช้าเป็นกิจกรรมที่ต้องทำเพราะว่าจะได้พบกับวิถีชีวิตเเบบชาวบ้านที่นั้นที่ใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย
หากใครไปต้องมีเวลสสักสองถึงสามวันได้นอนพักผ่อนที่นั้น
จะได้ซึมซับบรรยากาศที่สดชื่นในเเบบธรรมชาติรับรองว่าจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เเน่นอน

สถานที่เที่ยว

สถานที่เที่ยวแห่งสงขลา “เมืองสองเลแห่งแดนใต้”

Posted on

เริ่มจาก ย่านเมืองเก่า สงขลา ว่ากันว่า
สถานที่แห่งนี้มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมที่เก่าแก่มาทกี่สุด
ตั้งอยู่บริเวณเขตอำเภอเมือง มีถนนสายสำคัญ ที่น่าเดินเที่ยว 3 สาย ไล่ตั้งแต่
ถนนนครนอก , ถนนนางาม และ ถนนนครใน โดยจุดเด่นของที่นี่ คือภาพ Street
Art ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวหลงใหล ด้วยการเพลิดเพลินกับการเดินถ่ายรูป
ที่สำคัญ ยังออกลีลาได้แบบเต็มเหนียว และ ปลดปล่อยความรู้สึกได้เต็มที่
ขณะเดียวกัน สถานที่แห่งนี้ ยังเต็มไปด้วยสถาปัตยธรรมที่งดงาม
สะท้อนความเป็นมาของคนชาวสงขลา ทั้งห้องแถวไม้แบบจีน และ
ตึกคลาสสิกสไตล์ชิโน-โปรตุกีสต่อมาเป็น บ้านรำแดง ตั้งอยู่บริเวณอำเภอสิงหนคร
เป็นหนึ่งในชุมชนที่น่าค้นหา
เนื่องจากเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีความสัมพันธ์ระหว่างต้นตาลโตนด ต้นไฟ และ
คนที่ร่วมกับสืบสานเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น จนก่อให้เกิดรายได้
โดยนักท่องเที่ยว สามารถเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนแห่งนี้ทั้งหมดด้วยกัน
7 ฐาน อาทิ ฐานการบริหารงานขององค์การบริการส่วนตำบลรำแดง,
วิถีตาลโตนด, ครัวรำแดง, วัดป่าขวาง, หัตถกรรมพื้นบ้าน, เศรษฐกิจพอเพียงและแหล่งผลิตปอเทือ
ปิดท้ายกันที่ วัดท้ายยอ ว่ากันว่า นอกจากเป็นวัดคู่เมืองชาวสงขลาแล้ว
ยังเป็นวันเก่าแก่ที่สุดแห่งนี้ ที่มีอายุเกินกว่า 200 ปี จุดเด่นของที่นี่
คือมีความสวยงาม ทางด้านสถาปัตยธรรม ของ กุฏิเรือนไทยปั้นหยา และ
ยังมีเอกลักษณ์ในแง่การใช้กระเบื้องเดินเผาเกาะยอ รวมถึง
กระเบื้องลอนลักษณะเก่า แถมยังมีโบราณสถานและวัตถุต่างๆ ที่น่าสนใจด้วย…

รีวิว

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : แกงเลียง

Posted on

หากจะถามหาหนึ่งในเมนูอาหารไทยโบราณแท้ๆ ชื่อของ“แกงเลียง” ย่อมโผล่มาเป็นอันดับแรกเสมอ
นั่นก็เพราะวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ในการปรุงแกงเลียงล้วนแล้วแต่มีอยู่บนแผ่นดินสยามดั่งเดิม
มิได้นำพาขึ้นเรือสำเภามาจากแผ่นดินอื่นโดยร่องรอยประวัติศาสตร์ของ “แกงเลียง”
ตามเอกสารโบราณอย่างหนังสืออักขราภิธานศรับท์ ของหมอบรัดเลย์ เมื่อปี พ.ศ. 2416 อธิบายไว้ว่า “แกงเลียง,
เขาเอาปลาย่าง กะปิ เกลือ หัวหอม, ตำละลายน้ำเปนน้ำแกง,แล้วตั้งไฟให้ร้อนใส่ผักตามชอบใจ”
นั่นหมายความว่า “แกงเลียง” ในยุคโบราณจึงครอบคลุมแกงน้ำใส เครื่องน้อย เน้นผักเป็นหลัก
และไม่จำเป็นต้องมีเครื่องเคราแบบแกงเลียงที่ตำราอาหารปัจจุบันบอกสูตรบังคับไว้ว่าต้องมีเครื่องตำหอมแดง, พริกไทย, กะปิ,
รากกระชาย, กุ้งแห้ง และ ใบแมงลัก แต่อย่างใดกระนั้นข้อมูลอีกฝากหนึ่งก็ได้ให้ความกระจ่างถึงต้นกำเนิดของ
“แกงเลียง”
ว่าเกิดมาจากน้ำพริกถ้วยหนึ่งที่กินกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยก่อนจะผุดไอเดียวแก้เบื่อด้วยการนำ ปลาย่าง ตำกับ น้ำพริก
แล้วนำขึ้นตั้งไฟเพื่อทำเป็นแกงนั่นทำให้ “แกงเลียง” มีความพิเศษอยู่ที่เครื่องแกงสด
ที่มีส่วนประกอบจาก หัวหอม, พริกไทย, กะปิ และกระชาย
โดยสูตรโบราณจะใช้ ปลาแห้งป่นในการเพิ่มความข้นให้กับน้ำแกง และยังมีกลิ่นหอมของ
ใบแมงลัก ที่เป็นเอกลักษณ์อีกด้วยอย่างไรก็ตาม ด้วยกาลเวลาที่ผันเปลี่ยนไป
รวมถึงวัตถุดิบที่มีให้เลือกสรรในการปรุงมากขึ้น ทำให้ “แกงเลียง”ในตำราอาหารยุคปัจจุบัน
ดูจะเป็นที่ถูกปากถูกจริตของผู้คนชาวไทยในสมัยนี้มากกว่ารวมไปถึงชาวต่างชาติทั่วโลกด้วย
ซึ่งขั้นตอนในการทำ “แกงเลียง” ก็ไม่ยุ่งยากอะไรเพียงแต่อาจจะวุ่นวายนิดหน่อยในการเตรียมวัตถุดิบ ไล่ตั้งแต่
กุ้งสด 6 ตัว, ปลาแห้งป่น 1 ถ้วยตวง, ฟักทองหั่นชิ้น 1/4 ลูก,ใบแมงลัก 1 กำ, ใบตำลึง 1 กำ, บวบหั่นชิ้น 1 ลูก, น้ำเต้า 1/3 ลูก
และ เห็ดฟางหั่นครึ่ง 10 ชิ้นเช่นเดียวกับเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่จะทำให้ “น้ำแกงเลียง”
มีเอลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง พริกไทยเม็ด 1/2 ช้อนชา,
หัวหอมแดงซอย 5 ลูก, กะปิ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำซุป 8 ถ้วยตวงและ น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
ถือเป็นแกงที่มีสรรพคุณทางโภชนาอย่างมาก
ส่วนขั้นตอนการปรุง “แกงเลียง” เริ่มจากโขลก พริกไทย,กะปิ และ หัวหอม ให้ละเอียด จากนั้นใส่ ปลาแห้งป่น
ลงไปโขลกรวมกันแล้วพักไว้ ซึ่งระหว่างโขลกให้ใส่เกลือเล็กน้อยจะช่วยให้โขลกเครื่องแกงได้ละเอียดมากขึ้น
ทั้งยังเพิ่มรสชาติให้กับเครื่องแกงด้วยจากนั้นหันมานำ น้ำซุป ขึ้นตั้งไฟกลาง
เมื่อน้ำเดือดใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้ลงไป ตามด้วยการนำบวบหั่นชิ้น, ฟักทองหั่นชิ้น, น้ำเต้าหั่นชิ้น, เห็ดฟางหั่นครึ่ง และ
กุ้ง ลงไปต้มรวมกัน เมื่อผักสุกแล้วจึงปรุงรสด้วยน้ำปลาที่เหลือก็แค่ ใส่ใบตำลึง และ ใบแมงลัก คนให้เข้ากัน
ปิดไฟแล้วตักใส่ถ้วยเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆเตรียมซดให้คล่องได้เลย ซึ่งปัจจุบันคุณสามารถหาทาน
“แกงเลียง” ได้ตามร้านอาหารทั่วไปเพราะถือเป็นแกงประจำชาติที่สามารถหากินได้ทุกภาคแน่นอ…

Uncategorized

ท่องเที่ยว_เจ๊อิ๊ดริมน้ำ ร้านที่ต้องห้าม(พลาด) เมื่อไปเที่ยวเมืองจันท์

Posted on

จังหวัดจันทุบรี ถือว่าเป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ไกล จากกรุงเทพมากนัก เดินทางด้วยรถยนต์ก็ประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้น
เปนจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรรมชาติค่อนข้างครบทั้ง ทะเล, ภูเขา, น้ำตก
แถมยังขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกินทั้งอาหารทะเล และผลไม้ รวมไปถึงอาหารพื้นบ้านของพี่น้องชาวภาคตะวันออก
ซึ่งทำให้จังหวัดนี้ดึงดูดให้คนมาเที่ยวมากมาย และหากว่าได้ไปเยือนเมืองเก่า
ริมน้ำจันทบูรณ์ก็บอกเลยว่าห้ามพลาดที่จะไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านเจ๊อิ๊ดริมน้ำ ที่รถชาติจัดจ้านถึงใจแถมยังมี
ทีเด็ดที่อาหารทะเลสดๆ เป็นเครื่องเคียงบอกเลยว่าใครไม่มาถึงว่าพลาดอย่างแรง
ก๋วยเตี๋ยวเจ๊อี๊ด เป็นร้านห้องแถวห้องเดียว อยู่ถนนตรงชุมชนริมน้ำจันทบูร ใกล้กับทางที่จะเดินไปยังตลาดพลอย
และโบสถ์คาทอลิก ร้านเจ๊อี๊ดเปิดมานานหลายสิบปี จึงมีลูกค้าแน่นตลอด โดยเฉพาะช่วงเที่ยง คนค่อนข้างเยอะ
อาจต้องรอนานหน่อย เมื่อมาถึงร้านเจ๊อี๊ด
ด้านหน้าร้านจะเห็นหม้อก๋วยเตี๋ยวรวมถึงเครื่องประกอบการปรุงก๋วยเตี๋ยวตั้งแต่ทางเข้า ส่วนด้านในจะเป็นโต๊ะนั่งแบบธรรมดา
มีเพียงไม่กี่โต๊ะ เมนูอาหารสามารถดูได้จากแผ่นป้ายเมนูขนาดใหญ่ที่ติดไว้ตรงข้างฝา
พิกัดร้านเจ๊อี๊ดหาไม่ยาก อยู่ใกล้ๆ กับแลนด์มาร์คสำคัญ โบสถ์คริสต์เก่าแก่คู่เมืองจันท์
“อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล” แค่เดินข้ามสะพานมาฝั่งย่านเก่าริมน้ำจันทบูร
เลี้ยวซ้ายไปไม่กี่ก้าวก็ถึงความเด็ดดวงของร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ที่ทำให้คนแน่นร้านตลอด อยู่ที่เนื้อปู เนื้อกั้งทะเลสดๆ
ที่จัดเต็มมาในชาม ก๋วยเตี๋ยวทะเลต้มยำที่นี่ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 50 บาท 70 บาท ไปจนถึงแพงสุด 100 บาท
นอกจากนี้ยังมีเมนูข้าวหน้าทะเล ข้าวหน้าปู ไข่ปู กินคู่กับน้ำจิ้มพริกเกลือรสแซ่บ ส่วนใครที่อยากกินกรรเชียงปู ก้ามปู
กั้งทะเลล้วนๆ แบบเนื้อเน้นๆ เจ๊อี้ดยินดีจัดเต็มเมนูลวกจิ้มให้กินอย่างจุใจในราคาจานละ 200 บาท
จุดขายของร้านอยู่ที่การคัดสรรวัตถุดิบอาหารทะเลสดใหม่ทุกวัน แหล่งใหญ่ๆ มาจากย่านประมงพื้นบ้าน “ตะกาดเง้า”
อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เมนูยอดฮิตของที่ร้านคือ “ต้มยำจ้าวสมุทร” หรือก๋วยเตี๋ยวทะเลรวมมิตร…

รีวิว

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : เมี่ยงกระทงกรอบ

Posted on

เมี่ยงกระทงกรอบ เป็นเมนูอาหารว่างของไทยในสมัยโบราณ
ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นในสมัยของรัชกาลใด แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาหารชาววังเริ่มแพร่หลายในสังคมส่วนขั้นตอนในการทำ เมี่ยงกระทงกรอบ
ถือว่ายากและนานเอาเรื่อง เริ่มจาก เครื่องเมี่ยง ที่ต้องเตรียม
มะพร้าวหั่นเล็กคั่วให้หอม, พริกชี้ฟ้าหั่นเล็ก, ขิงหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก,
มะนาวหั่นเล็ก, ถั่วลิสงคั่วให้หอม, หอมหัวแดงหั่นเล็ก และ กุ้งแห้ง
ขณะเดียวกันเราต้องทำ น้ำเมี่ยง ด้วย เริ่มจากเตรียม
น้ำตาลปี๊บ ๑/๒ ถ้วย, น้ำปลา ๓ ช้อนโต๊ะ, น้ำเปล่า ๓ ช้อนโต๊ะ,
ตะไคร้หั่นเอาตรงโคน ๒ ต้น, หอมแดง ๓ หัว, ข่าสับ ๒ ช้อนโต๊ะ,
กะปิ ๒ ช้อนชา, กุ้งแห้งป่นละเอียด ๑/๔ ถ้วย และ มะพร้าวคั่วสับ๑/๔ ถ้วย
ขั้นตอนการทำ น้ำเมี่ยง เริ่มจาก โขลก หอมแดง ข่า ตะไคร้
เข้าด้วยกันให้ละเอียด ใส่ กระปิ โขลกให้เข้ากันพักไว้ก่อน
แล้วนำ น้ำตาล น้ำปลา น้ำ ใส่ลงในหม้อ
เปิดไฟเคี่ยวให้ข้นเหนียวเล็กน้อย
เมื่อเคี่ยวน้ำตาลข้นดีแล้ว
ให้นำเครื่องตะไคร้ที่โขลกไว้ลงไปในหม้อ คนให้เข้ากัน
ใส่มะพร้าว ตามด้วยกุ้งแห้ง เคี่ยวส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
จนส่วนผสมเหนียวข้นดี ชิมรสดู
ถ้าขาดรสไหนก็เติมลงไปตามใจชอบ เป็นอันเสร็จ
จากนั้นเราจะมาทำ กระทงกรอบ กัน เริ่มจากเตรียม
แป้งข้าวเจ้า ๑/๒ ถ้วย บวกอีก ๑ ช้อนโต๊ะ, แป้งสาลีเอนกประสงค์
๑/๒ ถ้วย บวกอีก ๑ ช้อนโต๊ะ, ไข่แดง ๑ ฟอง, น้ำปูนใส ๑ ถ้วย,
หัวกะทิ ๔ ช้อนโต๊ะ และ เกลือ ๑/๒ ช้อนชา
วิธีทำ กระทงกรอบ เริ่มจาก
นำแป้งสองชนิดและเกลือใส่ในอ่างผสม ใส่ไข่แดงลงไป
ใช้ไม้พายหรือตะกร้อมือคนให้เข้ากัน แล้วค่อยๆ
เทกะทิลงไปคนพอให้เข้ากัน จากนั้นค่อยๆ เทน้ำปูนใสลงไป
ใช้ไม้พายคนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วก็นำไปเตรียมทอดได้เลย
ขั้นตอนการทอดจะใช้หม้อก้นลึก
ใส่พิมพ์ลงไปแช่ในน้ำมันให้ร้อนจัด
และควรจะเปิดไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน
เพราะหากไฟแรงไปจะไหม้เร็ว
อีกทั้งผิวกระทงทองจะตะปุ่มตะป่ำไม่สวยงามเอาด้วย
เมื่อพิมพ์ร้อนได้ที่แล้ว
ให้ยกพิมพ์ออกมาซับกับกระดาษซับน้ำมัน เพื่อเวลาจุ่มแป้ง
แป้งจะได้ติดพิมพ์ดี และจุ่มแป้งแค่พอถึงขอบพิมพ์เท่านั้น
จากนั้นก็เอาจุ่มในน้ำมันที่ร้อน แต่อย่าเพิ่งจุ่มให้มิด
เพราะก้นกระทงทองจะทะลุ
ดังนั้นให้ค่อยๆ จุ่มลงไปจนถึงขอบพิมพ์
นับไปประมาณหกเจ็ดวินาที แล้วค่อยๆ จุ่มพิมพ์ทั้งหมดลง
กดก้นพิมพ์กับหม้อ ก้นกระทงกรอบจะได้เรียบ
พอคาดว่าแป้งอยู่ตัวแล้ว ก็ให้ค่อยๆ
แซะออกจากพิพม์หรือเขย่าเอาก็ได้ ถือเป็นเสร็จ
ส่วนวิธีรับประทาน เมี่ยงกระทงกรอบ
ให้นำเครื่องทุกอย่างใส่ลงในกระทงแล้วราดด้วยน้ำเมี่ยง
รับรองเด็ดสะระตี่ ซึ่งปัจจุบันเราสามารถหาเมนูนี้ได้ไม่ยากนัก
อาทิเช่น ห้องอาหารธาราทอง โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน หรือ
ร้านอรรถรส ซอยสุขุมวิท 39…

ร้านอาหาร

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : เมี่ยงคำกลีบบัวหลวง

Posted on

เมื่อพูดถึง บัว หลายคนคงคิดถึงแต่ ดอกบัว ที่นำไปไหวพระ
แต่จริงๆ แล้ว “บัว” นั้นมีประโยชน์มากมาย
เรียกได้ว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่รากยันปลายดอกเลยทีเดียว
แถมผลงานวิจัยจากต่างประเทศยังระบุว่า บัวมีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายมากมาย
ไล่ตั้งแต่ กลีบบัว ที่มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย ห้ามเลือด
อีกทั้งยังมีไฟเบอร์สูง ส่วน เมล็ด หรือ เม็ดบัว ช่วยบำรุงกำลัง ทำให้นอนหลับดี และแก้ไข้ ขณะที่ เกสรบัว
เป็นยาสมานแผลในร่างกาย บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ปิดท้ายที่
ดีบัว ช่วยขยายหลอดเลือดในหัวใจ
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ชาวไทยจะนิยมนำ บัวมารับประทานเป็นอาหารตั้งแต่สมัยโบราณ
โดยเฉพาะเมนูสุดเก๋ไก๋อย่าง “เมี่ยงคำกลีบบัวหลวง”
ที่อุดมไปด้วยประโยชน์จากสมุนไพรหลากหลายชนิดในเมนูอาหารไทยโบราณชนิดนี้
ส่วนขั้นตอนการทำ “เมี่ยงคำกลีบบัวหลวง”
ก็ไม่ยากเย็นอะไร เริ่มจากเตรียมวัตถุดิบในการทำน้ำเมี่ยงคำ
กอปรด้วย น้ำตาลปีบ 2 ถ้วย, น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ, น้ำสะอาด ½
ถ้วย, กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ, รากผักชี 1 ช้อนชา และ ข่าคั่วโขลก 1 ช้อนชา
โดยวิธีปรุงน้ำเมี่ยงคำ
เริ่มจากนำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงในหม้อ แล้วตั้งไฟเคี่ยวไปเรื่อยๆ
จนได้น้ำเมี่ยงคำที่เข้มข้น
ซึ่งเคล็ดลับในการประหยัดเวลาคือการเร่งไฟให้แรง
จากนั้นใช้ทัพพีคน แล้วจึงผ่อนไฟลง ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆรับรองไม่เปลืองเวลา
ขยับมาที่เครื่องเคียงในเมนูเมี่ยงคำกลีบบัวหลวง ไล่ตั้งแต่
หัวหอมแดง, ขิง, มะนาว, พริกขี้หนู, ถั่วลิสง, กุ้งแห้ง
และที่ขาดไม่ได้คือ กลีบบัวหลวง หรือใครจะเพิ่เครื่องเคียงอย่าง
ใบชะพลู, ใบทองหลาง และ ใบคะน้า เข้ามาก็ไม่ว่ากัน
วิธีการเตรียมเครื่องเคียงเมนูเมี่ยงคำกลีบบัวหลวง
เริ่มจากล้างทำความสะอาดกลีบบัวหลวง โดยเอาน้ำใส่กะละมัง
แล้วดีดเกลือป่นตามลงไปสัก 1 ช้อนชา
จากนั้นบรรจงล้างทีละกลีบ
และต้องสะบัดน้ำออกจากลีบบัวหลวงให้หมดด้วย
ขณะที่ หอมแดง และ ขิง ให้หั่นเป็นสีเหลี่ยมลูกเต๋า
เช่นเดียวกับ มะนาว ที่หั่นทั้งเปลือกเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ส่วน
พริกขี้หนูสวน จะซอยถี่ซอยหนาแล้วแต่ความสะดวก ปิดท้ายที่
กุ้งแห้ง ไม่ต้องทำอะไร แค่เลือกชนิดที่จืด ไม่มีรสเค็มเป็นพอ
ที่เหลือก็แค่นำเสิร์ฟพร้อมรับประทาน
ซึ่งวิธีรับประทานก็เหมือนเมี่ยงคำทั่วไป
คือนำเอาเครื่องเคียงทั้งหมดใส่ในกลีบบัวหลวง
แล้วตักน้ำเมี่ยงคำราดตามความพอใจ
ที่เหลือก็จับยัดใส่ปากเป็นคำ รับรองเด็ดสะระตี่อย่าบอกใคร
โดยในปัจจุบัน แม้เมนูเมี่ยงคำกลีบบัวหลวง
จะหารับประทานได้ยาก แต่ผู้ที่สนใจยังสามารถตรงไปยังร้าน
“Red Lotus Cafe” ที่ตลาดน้ำทุ่งบัวแดง ณ บางเลน
จังหวัดนครปฐม เพื่อชิมเมนูนี้ได้ หรือจะสั่งเมี่ยงกลีบบัวบ้านสวนมาลองก็ไม่ว่ากัน…

ร้านอาหาร

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ยำส้มโอ

Posted on

ยำส้มโอ
เป็นเมนูอาหารไทยโบราณที่ในสมัยนี้ค่อนข้างหาทานยากอาจจะพบแค่ในโรงแรมหรือภัตตาคารอาหารบางแห่งเท่านั้น
ซึ่งน่าเสียดายที่สูตรอาหารชาววังฉบับนี้เริ่มเลือนหายไปจากสังคมไทย ทั้งที่ ส้มโอ เป็นผลไม้ที่มีมากมายในบ้านเรา
โดยรสชาติของเมนู ยำส้มโอจะได้ความเปรี้ยวจากส้มโอเป็นหลัก
ส่วนน้ำยำต้องปรุงให้ออกหวานนำเค็มตาม เมื่อนำมายำกับเนื้อส้มโอที่มีรสเปรี้ยว
ก็จะได้รสชาติที่กลมกล่อมลงตัวมากบอกมาแค่นี้ตัวผู้เขียนยังน้ำลายไหล
แล้วคุณผู้อ่านไม่ไหลก็ให้มันรู้ไป
แถมวิธีการทำ ยำส้มโอ ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพียงการนำ
ส้มโอ มายำด้วยพริกขี้หนู, น้ำมะนาว, น้ำมะขามเปียก, น้ำปลา
และ น้ำตาล คลุกเคล้าให้เข้ากัน ชิมรสให้มีความเปรี้ยวอมหวาน
ตกแต่งด้วยกุ้ง, หอมเจียว, กระเทียมเจียว และ ผักชีโรยหน้า เป็นอันเสร็จ
ว่าแล้วเรามาเริ่มทำเมนูยำส้มโอสูตรโบราณกันเลยดีกว่า
ไล่ตั้งแต่เตรียมวัตถุดิบที่ประกอบด้วย กุ้ง 5 ตัว, ส้มโอ 150 กรัม,
มะเขือเทศ 30 กรัม, พริกขี้หนู 1 ช้อนโต๊ะ, กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ,
หอมแดง 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะขามเปียก 2
ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย1ช้อนโต๊ะ และ ผักกาดขาวสำหรับตกแต่ง
เริ่มจาก กุ้ง กันก่อน
ล้างทำความสะอาดพร้อมปลอกเปลือกกุ้ง
ผ่าเอาเส้นดำกลางหลังออก โดยเทคนิคง่ายๆคือให้ใช้มีดปลายแหลมกรีดเบาๆ ที่ส่วนหางกุ้ง
แล้วจึงใช้ไม้จิ้มฟันเขี่ยออกมา จากนั้นนำไปลวกในน้ำร้อนพอสุกตักพักไว้
หันมาลุยกับวัตถุดิบหลักอย่าง ส้มโอ กันต่อ
เริ่มจากปลอกเปลือกส้มโอ แกะเนื้อให้เป็นเม็ดเล็กๆ ขยับไปซอย
กระเทียม และ หอมแดง แล้วนำไปเจียวในน้ำมันให้หอม
ตักพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน รอนำมายำพร้อมกันอีกที
จากนั้น ตำพริก และ กระเทียม ให้แหลก ปรุงรสด้วย
น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำมะขามเปียก และ น้ำตาลทราย
คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำ มะเขือเทศ มายำให้เข้ากับ ส้มโอ
จัดใส่จานตกแต่งด้วย กุ้ง โรยหน้าด้วย กระเทียมเจียว และหอมแดงเจียว เป็นอันเสร็จ
ซึ่งปัจจุบันเรายังสามารถหาทาน ยำส้มโอสูตรชาววัง
ได้ตามร้านอาหารหลายแห่ง อาทิเช่น โรงแรมรติล้านนา
ริเวอร์ไซต์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ ที่มีเมนูยำส้มโอชาววังกุ้งย่าง
เสิร์ฟประจำที่ ห้องอาหาร มิรา เทอร์เรส
โดยประโยชน์จากการรับประทานยำส้มโอ ช่วยลดความอ้วนและเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ
ไม่ว่าจะเป็นการได้รับสารอาหารจากพืชผักต่างๆ นอกจากนี้
ยำส้มโอ สามารถช่วยเลือดหมุนเวียนได้ดี และมีแคลเซี่ยม
วิตามินซี ในร่างกาย ช่วยในการเผาผลาญได้ดีด้วย…

รีวิว

เทคนิคการเดินทางไปต่างประเทศ แบบสบายกระเป๋า

Posted on

สำหรับมนุษย์เงินเดือน ที่ไม่ได้มีเงินเดือนสูงมากนัก หรือบางคนที่ต้องเก็บเงินเที่ยว
การไปต่างประเทศอาจเป็นสิ่งที่เกินเอื้อมสำหรับหลายๆคน แต่ก็ยังมีเทคนิคการไปเที่ยวต่างประเทศ ที่ประหยัดงบ
และช่วยให้ไปเที่ยวได้แบบสบายกระเป๋าอีกด้วย

1.ประหยัดค่าเครื่องบินได้ จะมีเงินเที่ยวเพิ่มขึ้น
การหาข้อมูลราคาตั๋วเครื่องบินและนำมาเปรียบเทียบ ทำให้รู้ว่าหลายสายการบินมักจะมีโปรตั๋วถูกออกมาบ่อย ๆ
บางสายการบินนั้น ถือว่าถูกมาก ๆ
ดังนั้นการเตรียมพร้อมในการหาตั๋วเครื่องบินนั้นก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีกมากเลยทีเดียว

2.วางแผนการเดินทางให้ดี
โดยเริ่มจากกำหนดสถานที่ที่เราจะไป เริ่มจากเมืองที่จะไปและเมืองใกล้เคียงที่เดินทางไม่ไกลมากมีที่ไหนน่าสนใจ
บ้าง ค้นหารายละเอียดสถานที่ที่สนใจ ว่ามีอะไรบ้าง ตั้งอยู่ที่ไหน เดินทางไปยังไง น่าจะใช้เวลาตรงจุดนั้นเท่าไหร่
ค่าใช้จ่ายเฉพาะจุดนั้นมากน้อยแค่ไหน

3.ดูสภาพภูมิอากาศ
ศึกษาสภาพอากาศช่วงที่เดินทาง จะได้เตรียมเครื่องแต่งกายไปให้เหมาะสม
มีผลต่อการตัดสินใจซื้อน้ำหนักโหลดใต้เครื่องด้วย

4.การแลกเงิน
แลกเงินในอัตราที่ดีที่สุด ในจำนวนที่ไม่มากเกินไป เพราะถ้าแลกไว้มากแล้วใช้ไม่หมด
ตอนแลกคืนจะขาดทุนเยอะ
และดูช่วงที่แลกเงินค่าเงินถูกๆ นอกจกานี้ยังควรมีแอ๊พคำนวณเงินสกุลประเทศนั้น ๆ กับเงินไทยไว้ติดมือถือ
หรืออย่างน้อยต้องรู้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเท่าไหร่
เพื่อใช้เทียบดูว่าการจะจ่ายเงินในประเทศนั้นแต่ละครั้งมันเกินศักยภาพเรา หรือไม่

5.คำนวนค่าใช้จ่ายให้รัดกุม
ทำตารางการเดินทางในแต่ละวันไว้ให้ละเอียดที่สุด แนบท้ายด้วยรายละเอียดของสถานที่ที่จะไป (ข้อมูล / รูปภาพ
/ ชื่อสถานที่เป็นภาษาท้องถิ่น) พร้อมคำนวณค่าใช้จ่ายตลอดทริปโดยประมาณ
เพื่อการที่จะได้ไม่เกินงบและทำให้มีภาระหนี้นั่นเอง

6.ซื้อเฉพาะของที่จำเป็น
ควรซื้อแต่สิ่งที่จำเป็น เพราะอย่าลืมว่าคุณมีงบที่จำกัด
ควรคำนวนรายจ่ายในแต่ละวันเพื่อให้มีเงินอยู่ถึงวันกลับนั่นเอง

7.กินอาหารให้ถูกแหล่ง
ควรหารายการร้านอาหารที่อร่อยและราคาไม่แพงเตรียมไว้
เพราะการไปต่างถิ่นนั้นเราไม่รูเลยว่าจะมีการชาร์จค่าอะไรเพิ่มอีกหรือไม่ ดูได้จากเวลาฝรั่งมาเที่ยวบ้านเรา
ค่าเงินก็จะต่างจากคนไทยปกติไปอีกเท่านึงเลยทีเดียว…