รีวิว

แนะนำ 3 โรงแรมน่าพักราคากำลังดีในไต้หวัน

Posted on

ญี่ปุ่นคือหนึ่งในประเทศที่คนไทยใฝ่ฝันอยากจะไปเยือนสักครั้ง แต่ด้วยค่าเงิน
และค่าครองชีพที่แพงทำให้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยที่จะสามารถใช้งบน้อยๆเพื่อท่องเที่ยวดินแแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้
อย่างไรก็ตามในเอเชียยังมีอีกสถานที่หนึ่งที่ผู้คนต่างกล่าวขานว่านี่คือญี่ปุ่นสองเลยทีเดียวนั่นคือไต้หวัน
โดยที่นี่ไม่ว่าจะบ้านเมืองอาหารการกินหรือร้านค้าต่างๆมีความคล้ายคลึงประเทศญี่ปุ่นอย่างมากเลนทีเดี
ยวโดยเฉพาะโซนที่เป็นศูนย์รวมการค้าก็ยิ่งให้อารมณ์ญี่ปุ่นมาเต็มๆทำให้ในช่วงหลังมีคนไทยนิยมไปเที่ยวที่นั่นเยอะมากๆ
ฉะนั้้นเราจึงจะมาแนะนำ 3สถานที่พักในเมืองไต้หวันมาให้ได้ดูกันเผื่อคุณอยากจะลองไปดูสักครั้ง

MUIU Capsule Inn
นี่คือห้องพักขนาดเล็ก แต่คุณภาพคับแก้ว
โดยการออกแบบเรียกได้ว่าแทบจะยกโรงแรมแคปซูลในญี่ปุ่นมาตั้งที่นี่เลยก็ว่าได้
ซึ่งการออกแบบนั้นดูโล่งสบาย แม้พื้นที่ใช้สอยหรือพื้นที่ใช้นอนจะไม่กว้าง
แต่ด้วยการตกแต่งภายในที่ยอดเยี่ยมทำให้มันดูเป็นโณงแรมที่น่าพักอย่างมากเลยทีเดียวที่สำคัญยังเน้น
ใช้ไม้เป็นวัสดุหลักในการสร้างห้องโดยเฉพาะแคปซูลที่ทำมาจากไม้ของจริง
โดยการเดินทางไพักก็ง่ายมากๆเพียงแค่นั่งรถไฟฟ้ามาลงสถานีไทเป เมน สเตชั่นแล้วเดินต่อมาเพียง 5
นาทีก็ถึง ขณะที่รอบๆก็มีร้านสะดวกซื้อรวมถึงร้านอาหารต่างๆเปิดให้บริการมากมายอีกด้วย

Via Hotel Ximen
ใครที่ชื่นชอบที่พักเก๋ๆก็ต้องมาที่นี่เลย
โดยโรงแรมนี้ได้รับการยกย่องเรื่องการดีไซน์ภายในที่ถูกออกแบบออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมลงตัว
สำหรับการตกแต่งเป็นแบบโมเดิร์นเน้นความโล่งโกร่งสบาย
และดูอบอุ่นไปในตัวส่วนเรื่องการบริการนั้นก็ดีเยี่ยมมีพนักงานประเคาเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง
และที่ห้องพักมากกว่า 21 ห้อง โดยแต่ละห้องมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน
นอกจากนี้ด้านล่างของโรงแรมยังมีคาเฟ่
และบาร์ให้ได้นั่งเปลี่ยนบรรยากาศชิลอีกด้วยเรียกได้ว่าครบวงจรเลยทีเดียวส่วนด้านในของห้องนั้นนอก
จากของอำนวยความสะดวกจะครบแล้วยังมีอ่างอาบน้ำสุดสวยให้คุณได้ลงไปแช่น้ำร้อนอีกด้วย

Bouti City Capsule Inn
ใครที่ชื่นชอบการแบกเป้เที่ยว และชอบการนอนสไตล์โฮสเทลก็ต้องลองไปดูที่นี่ Bouti City Capsule
Inn โดยนี่ถือเป็นหนึ่งในโรงแรมแคปซูบที่ขึ้นชื่อของเมืองไต้หวัน
การตกแต่งนั้นเป็นแบบโมเดิร์มผสมผสานความเป็นบูติกห้องนอนแม้จะเป็นการนอนรวม
แต่ก็มีความเป็นส่วนตัวเพราะมีที่กั้นในแต่ละแคปซูลยิ่งไปกว่านั้นด้านล่างของโรงแรมยังมีห้องครัวที่ออก
แบบมาให้ความรู้สึกเหมือนทานข้าวอยู่ในครัวที่บ้านเลยทีเดียว
เพราะเป็นโต๊ะรวมตั้งอยู่ตรงกลางด้านข้างรอบไปด้วยอาหาร
และเครื่องไมโครเวฟที่เราสามารถใช้งานได้ตามปกติให้ความอบอุ่นไม่น้อยเลยทีเดียว…

รีวิว

แนะนำ 3 ร้านดีเด่นดังเมืองโอ่งมังกรราชบุรี

Posted on

จังหวัดราชบุรีคือหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้คนนิยมไปท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี
ขณะเดียวกันนอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าไปทั้งตลาดน้ำ สวนผึ้ง
หรือแม้กระทั่งรีสอร์ทน่าพักแล้วยังมีร้านอาหารที่น่านั่งอยู่หลายแห่ง
เพราะแน่นอนว่าเมื่อทีการเที่ยวก็ต้องมีการพักเติมพลัง
ซึ่งบางคนเมื่อไปต่างจังหวัดอาจจะประสบปัญหาหาร้านอาหารรสชาติดีๆไม่เจอแม้จะเปิดกูเกิลดูก็ตามใน
วันนี้เราจึงขอแนะนำ 3 ร้านอาหารชื่อดังรสชาติเยี่ยมของเมืองโอ่งมังกรมาให้ได้ชมกัน

Inlaya ราชบุรี
ใครที่ชื่นชอบตะลุยหาร้านเด่นดังประจำจังหวัดที่มีสไตล์การตกแต่งแบบเก๋ๆก็ไม่ควรพลาด Inlayaราชบุรี
บรรยากาศของร้านนี้จัดว่ายอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งในจำนวนร้านอาหารของราชบุรีเลยทีเดียวเพราะอยู่ติ
ดกับริมน้ำทะเลสาบ
แน่นอนว่าวิวที่ออกมาจัดว่าสวยงามอย่างมากนอกจากจะอยู่ติดริมน้ำแล้วท่ามกลางธารน้ำยังมีขุนเขาเป็น
วิวด้านหลังอยู่ไกลๆยิ่งทำให้บรรยากาศสวยงาม
ซึ่งเหมาะอย่างมากหากเลือกร้านสักร้านสำหรับทานดินเนอร์
แต่นอกจากบรรยากาศจะดีแล้วทางร้านยังมีอาหารหลายเมนู
และหลากสไตล์ไม่ว่าจะเป็นเอเชียหรือยุโรปแถมยังมีอาหารฟิวชั่นส์ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

Secret Space ราชบุรี
ตัดมาที่อีกร้านกันบ้างกับ Secret Space ราชบุรี
ร้านนี้เรียกว่าเป็นดินแดนแห่งความลับนั่นเพราะการตกแต่งที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองโดยเน้นให้อยู่
ท่ามกลางธณรมชาติส่วนตัวร้านที่นั่งด้านนอกให้อารมณ์อยู่ในสวนหลังบ้านนั่นเอง แต่ที่เป็นไฮไลท์
และเป็นที่มาของชื่อร้านจริงๆนั่นคือด้านหน้าของร้านก่อนที่จะเดินมาถึงโซนของตัวร้านนั้นมีเขาวงกตตั้งอยู่
ซึ่งหากใครต้องการมาทานอาหารก็ต้องผ่านเจ้าเขาวงกตนี้เข้ามาก็ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่โดดเด่นเรียกความน่าสนใจให้ร้านแห่งนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ขณะเดียวกันความพิเศษของร้านนี้ยังไม่หมดเพียงแค่นั้นเพราะทางร้านมีการจัดพื้นที่กว่า 500 ไร่
ซุึ่งถือว่าใหญ่มากๆเพื่อรองรับการเพาะปลูกพืชผักตามธรรมชาติทำให้ใครที่มาที่นี่รับประกันได้ว่าจะได้ทานผักปลอดสารพิษ และสดใหม่อย่างแน่นอน

Thanks ราชบุรี
สำหรับร้านสุดท้ายเราจะพาไปกันที่ร้านThanks ราชบุรี
สำหรับร้านนี้เป็นอีกร้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำทำให้มีบรรยากาศสวยงามเลยทีเดียว
โดยร้านแห่งนี้เน้นไปทางคาเฟ่มากกว่าร้านอาหารทั่ๆไป แต่ก็ยังมีเมนูของคาวให้เลือกทานกัน
อย่างไรก็ตามแน่นอนว่าเครื่องดื่มรวมถึงเบอเกอรี่ของร้านนี้มีความโดดเด่นกว่าอาหารประเภทอื่นอย่างแน่นอน โดยนอกจากจะมีเบอรเกอรี่
และขนมหลายชนิดแล้วยังมีขนมปังแบบโฮมเมดที่รสชาติยอดเยี่ยมให้แขกผู้มาเยือนได้เลือกรับประทาน
กัน ส่วนการตกแต่งของร้านต้องบอกว่ามีมนเส่ห์แบบสุดๆที่ถึงแม้ร้านจะไม่ได้ใหญ่โต
ทว่าก็มีมุมนั่งหลายที่โดยเฉะาบาร์ริมน้ำที่นอกจากจะได้ชิมเครื่องดื่มรสชาติดียังทำให้คุณได้สูดอากาศและวิวสวยๆไปด้วยในเวลาเดียวกัน…

รีวิว

ล่องแก่งแม่น้ำนครนายกที่เที่ยวท้าทายคนชอบความหวาดเสียว

Posted on

หน้าฝนอาจเป็นฤดูกาลที่หลายคนอาจจะไม่อยากออกไปท่องเที่ยวสักเท่าไหร่
เพราะด้วยสภาพอากาศที่ไม่แน่นอนทำให้เสี่ยงที่จะโดนฝนระหว่างเที่ยวจนทำให้ทริปที่คุณรอคอยก่อยไปตามๆกัน
แต่การเที่ยวนั้นก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ผ่อนคลายจากการทำงานหอันหนักหน่วง
ซึ่งนับเป็นการชาร์จแบตให้ตัวเองได้เป็นอย่างดี
แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงหน้าฝนถ้าคนชอบเที่ยวที่มีน้ำทะเลอาจเป็นตัวเลือกที่ไม่ดีเท่าไหร่เพราะเสี่ยงโดนพายุ
จนออกเรือไปเกาะไม่ได้ แต่ถ้าพูดถึงล่องแก่งละก็ฤดูกาลนี้ล่ะเหมาะสมที่สุดแล้ว
เพราะเป็นช่วงที่มีน้ำเยอะที่สุดไม่ว่าคุณจะไปเที่ยวแก่งที่ไหนจังหวัดใดก็ตาม
แเราจึงขอแนะนำที่เที่ยวล่องแก่งอย่างแม่น้ำนครนายกมาแนะนำกันเผื่อช่วยให้การตัดสินใจของคุณทำได้ง่ายขึ้น
ล่องแก่งนครนายก
เริ่มกันที่ล่องแก่งนครนายกนี่ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวล่องแก่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากของนักท่องเที่ยวทั้งไทย
และต่างชาติ โดยแม่น้ำแห่งนี้ไหลมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก่อนลงมาที่น้ำตกนางรอง
และไปไหลรวมกันที่แม่น้ำนครนายก
ซึ่งกระแสแม่น้ำแห่งนี้จะมีความแรงช่วงเดือนกรกฏาคมไปจนถึงดือนตุลาคมอีกทั้งยังมีน้ำที่ถูกปล่อย
มาจากเขื่อนให้ได้เล่นกันอีกด้วย สำหรับการล่องแก่งที่นี่มีคสามยากง่ายให้เลือกถึงสามระดับด้วยกัน
ซึ่งจะมีความอันตราย และความหวาดเสียวที่แตกต่างกันออกไป
โดยระยะเวลาในการล่องแก่งครั้งหนึ่งอยู่ที่ 2 ชั่วโมง
แต่ที่น่าสนใจคือแก่งที่นี่เป็นแก่งหินสามชั้นที่จทำให้น้ำไหลแรงทำให้นักล่องแก่งรู้สึกตื่นเต้นไป
กับการล่องแก่งแถมยังมีเรือแคนนูให้เลือกพายอีกด้วย แต่เหมาะกับคนที่มีทักษะการพายเรือที่ดี
เพราะจะช่วยไม่ให้เกิดอันตรายตามมาส่วนหากล่องไปถึงจุดสุดท้ายของแม่น้ำยังสามารถจอดเรือ
และเล่นน้ำบริเวณนั้นได้อีกด้วย โดยมีแก่งทั้งหมดสามแก่งด้วยกันคือแก่งโขดคุ้ง เกาะแก่ง
และแก่งหินสามชั้นที่จะล่องได้ยากที่สุด และมีพื้นที่ลาดเอียงมีความยาวกว่า 50 เมตร
สำหรับแก่งแรกอย่างแก่งโขดคุ้ง
โดยจะมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากแก่งอื่นคือมีโขดหินจำนวนมากที่ช่วยในการไหลของกระแสน้ำทำให้เพิ่มความแรงมากขึ้น ส่วนเกาะแก่ง
จะคล้ายคลึงกับแก่งโขดคุ้งเหมาะกับการมาล่องในช่วงฤดูร้อนเท่านั้นเพราะเมื่อหากถึงฤดูฝนแก่งแห่งนี้
จะถูกน้ำที่เอ่อขึ้นมาท่วมไปจนหมดเป็นแม่น้ำธรรมดาจนไม่สามารถล่องแก่งได้ และสุดท้าย
แก่งหินสามชั้นนับเป็นแก่งที่ยากที่สุดของที่นี่ เพราะมีโค้งหักศอกที่ต้องใช้แรง
และทักษะในการพายที่ดีพอสมควรในการบังคับทิศทางเรือให้ไปตามกระแสน้ำโดยไม่คว่ำแถมยังมีโขดหินทั้งเล็กใหญ่คอยเป็นอุปสรรคไปตลอดทาง
แต่การล่องแก่งแน่นอนว่าความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุด
โดยจำเป็นต้องสวมเสื้อชูชีพรวมถึงหมวกกันน็อกคอยเซฟตี้ทุกครั้ง
และไม่ควรถอดระหว่างล่องแก่งเด็ดขาด
และต้องทำตามคนแนะนำของผู้เชี่ยวชาญอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย
และที่เด็ดขาดคือห้ามดื่มสุราก่องลงล่องแก่งเพราะอาจทำให้ขาดสติจนจมน้ำไปได้…

รีวิว

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ถุงทอง

Posted on

ถุงทองถือเป็นอาหารไทยโบราณที่แพร่หลายในรั้วในวงช่วงยุครัตนโกสินทร์ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่เมนูที่พี่น้องชาไทยยังนิยมรับประทานและนิยม
ปรุงออกวางจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่องซึ่งแน่นอนว่าไม่มีแนวโน้มที่จะหายไปในอนาคตอันใกล้
แถม ถุงทอง ยังถือเป็นขนมที่มีชื่อเป็นมงคล เพราะคำว่า“ถุงทอง” คล้ายจะอวยพรให้มีเงินมีทองใช้ตลอดไป
ยิ่งใกล้เทศกาลปีใหม่ การให้ขนมที่เป็นมงคลจะสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ
สมัยก่อนจึงนิยมทำขนมชนิดนี้ใช้ในงานมงคลแต่ปัจจุบันมักจะใช้ในงานเลี้ยงหรูๆ
นั่นทำให้ในปัจจุบัน ถุงทองถูกจัดให้เป็นอาหารเรียกนํ้าย่อยตามบุฟเฟ่ต์ หรือตามโต๊ะจีน
อารมณ์ประมาณว่ากินแล้วอยากกินจานต่อไปอีก
เป็นของว่างประเภทเดียวกับ กระทงทอง หรือ เปาะเปี๊ยะทอด
ที่ทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด วัตถุดิบก็หาง่ายแถมหน้าตายังน่ารับประทานด้วย
ส่วนอุปกรณ์หลักที่ต้องใช้ในการทำ ถุงทอง คือ เตาแก๊ส,
กระทะ, ทัพพี, หม้อ, ตะแกรง, กระชอน, กะละมัง, ถาดสเตนเลส,
เขีย และ ครก ไม่นับรวมเครื่องมือเบ็ดเตล็ดอื่นๆที่หยิบยืมได้จากในครัวทั่วไป
ขณะที่วัตถุดิบหลักในการทำ ถุงทอง กอปรด้วย
แผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะ (ขนาด 4 นิ้ว), เนื้อหมูสันใน, กุ้งสด, มันแกว,
พริกไทย, รากผักชี, กระเทียม, ซีอิ๊วขาว, นํ้าตาลทราย, ต้นหอม
หรือ ก้านขึ้นฉ่าย (สำหรับมัดปากถุงทอง), เกลือ และนํ้ามันสำหรับใช้ทอด
ขั้นตอนการทำ ถุงทอง เริ่มจากการทำไส้ถุงทองก่อน
โดยการโขลก พริกไทย, กระเทียม และ รากผักชี เข้าด้วยกัน
แล้วตักใส่ถ้วยพักไว้ นำกุ้งมาล้าง แกะเปลือกแล้วสับหยาบ
ส่วนเนื้อหมูสันใน นำมาล้าง ผึ่งสะเด็ดนํ้า หั่นเป็นชิ้นเล็ก
แล้วสับหรือบดเตรียมไว้ เช่นเดียวกับ มันแกว ล้างสะอาดสับให้ละเอียด
จากนั้นนำกระทะตั้งไฟ ใส่นํ้ามันพืชลงไปเล็กน้อย
เมื่อกระทะร้อนเอาเครื่องกระเทียม, รากผักชี และ พริกไทย
ที่โขลกเตรียมลงไปผัดให้พอมีกลิ่นหอม จึงใส่ กุ้งสับ กับ หมูสับ
ลงไปผัด ตามด้วยมันแกวสับ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว และ
นํ้าตาลทราย ผัดจนมีกลิ่นหอมและแห้งที่เหลือก็แค่นำ ต้นหอม หรือ ก้านขึ้นฉ่าย
ที่หั่นตามยาวโดยยาวประมาณ 5 นิ้ว มาแช่นํ้าร้อน 5 นาทีหรือนำมาลวก (เพื่อให้เกิดความอ่อนตัว
ง่ายต่อการใช้มัดปากถุงทอง) แล้วนำขึ้นมาพักให้สะเด็ดนํ้าฉีกเป็นเส้นๆ เตรียมไว้
เมื่อไส้เสร็จ มีแผ่นแป้งพร้อม ก็เตรียมห่อถุงทอง
โดยนำแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะมาตัดเป็นวงกลมให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 นิ้ว
นำไส้ที่ผัดเตรียมไว้มาใส่ตรงกลางแผ่นแป้งแล้วทำการพับครึ่งรวบขึ้น
จากนั้นจับพับทบไปทบมาลักษณะเหมือนกับการพับ “พัด”
แล้วมัดด้วย ก้านขึ้นฉ่าย หรือ ต้นหอม 1 เส้น จับผูกสัก 2 ทีไม่ต้องแน่นมาก เอาแค่ไม่หลุดก็พอ
มัดแล้วก็ทำการคลี่ชายแป้งออกให้สวยงาม จะมีลักษณะคล้ายถุงทำเช่นนี้จนหมดแป้ง หมดไส้
สุดท้ายเป็นขั้นตอนการทอด ใช้ความร้อนปานกลางพอนํ้ามันร้อนให้ลดไฟลง แล้วนำถุงทองลงทอด
เทคนิคในการทอดให้ใช้ทัพพีกดให้ถุงทองจมนํ้ามันมิฉะนั้นปากถุงจะบาน ทอดจนถุงทองสุกมีสีเหลืองทอง
ก็ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดนํ้ามัน เท่านี้ก็พร้อมรับประทาน…

รีวิว

วันหยุดไม่รู้ไปไหนมาเที่ยวเมืองกาญฯมีความสุขเเน่

Posted on

เรามีวันหยุดเเต่การหยุดเเล้วอยู่เฉยๆบางครั้งก็เบื่อหากจะลองหาสถานที่ท่องเที่ยวสักเเห่งที่ชิลๆ บรรยากาศดี
ขอให้เลือกไปเที่ยวที่จังหวัดกาญจนบุรีลองไปดูว่าจังหวัดนี้มีดีอะไรทำไมสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก
เเละที่สำคัญนั้นจังหวัดนี้เป็นเเหล่งที่เที่ยวที่มีธรรมชาติมากมายให้คุณได้สัมผัส
ที่เที่ยวเเห่งเเรกเลยที่จะเเนะนำท่านก็คือ

ทางรถไฟข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแคว
เป็นที่ท่องเที่ยวที่หลายคนสนใจอยากจะมาเพราะว่าเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทย
เเละหากได้มาเดินเล่นเเละถ่ายรูปน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกใจใครหลายคนอย่างมากเพราะว่า บรรยากาศรอบๆ
สวยงามเหมาะเเก่การถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก
เเละที่นั้นยังมีหลักฐานที่เเสดงความเป็นมาเป็นไปของทางรถไฟสายสำคัญของไทยด้วยได้เที่ยวเเละยังได้ความรู้อีกด้วย
ที่เที่ยวต่อมาที่น่าไปคือ

ซาฟารี ปาร์ค แอนด์ แคมป์
สวนสัตว์ที่จะพาเราไปใกล้ชิดกับบรรดาสัตว์น้อยใหญ่
นักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับสัตว์ต่างๆเเบบถึงเนื้อถึงตัวกันเลยทีเดียว
มันน่าตื่นเต้นอย่างมากใครที่ชอบการดูสัตว์ต้องไปที่นี่เลย
รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างเเน่นอน ราคาเข้าชมคนละ200
บาทเเละมีค่าบริการให้อาหารสัตว์ 100 บาท
เเละยังสามารถนำรถส่วนตัวของคุณขับเข้าไปชมสัตว์นานาชนิดได้อีกด้วย เป็นอะไรที่สุดยอดไปเลย
ไปที่ยวดูธรรมชาติเเล้วมาเเวะไหว้พระกันบ้าง เเนะนำให้ไป

วัดถ้ำเสือ
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เเละเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว วัดถ้ำเสือมี
พระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่บนเนินเขา
พร้อมด้วยพระอุโบสถอัฏฐมุขทรงไทยประดับลวดลายสวยงามอย่างมาก
หากไปเเล้วก็ควรที่จะเเวะสักการะเพื่อความเป็นศิริมงคลเเก่ตนเอง
หากต้องการทีจะไปน้ำตกก็มีนั้นก็คือ

น้ำตกเอราวัณ
หนึ่งในสามที่สวยที่สุดของน้ำตกของกาญจนบุรี เกิดจากลำห้วยม่องไล่ไหลลงจากยอดเขา
หากนักท่องเที่ยวได้ไปเเล้วจะได้สัมผัสถึงความงามเเละธรรมชาติที่สวยงามอย่างมาก
จะต้องมีความชื่นใจอย่างเเน่นอนที่ได้เจอกับน้ำตกที่สวยที่สุดเเบบนั้นหาก
ได้ลงไปเล่นน้ำเเล้วจะทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
หากสนใจเล่นน้ำตกที่กาญจนบุรีต้องไปที่นี้เลยน้ำตกเอราวัณ
มันต้องสุดยอดอย่างเเน่นอนขอบอกเเละที่สุดของเมืองกาญณนั้นต้องไปที่

สะพานมอญ
ถือเป็นสะพานสำคัญในอำเภอสังขละบุรี
เปรียบเสมือนสะพานแห่งวัฒนธรรมที่เหมือนสายใยเชื่อมสองเชื้อชาติระหว่างไทย-มอญดินแดนสุดขอบประเทศเข้าไว้ด้วยกัน
เป็นเมืองที่มีความสวยงามที่สุดบอกได้เลยเเละที่นั้นยังมีเเหล่งท่องเที่ยวที่ต้องใช้เรื่องเดินทาง มีวัดใต้น้ำ
เเละที่สำคัญคือการใส่บาตรตอนเช้าเป็นกิจกรรมที่ต้องทำเพราะว่าจะได้พบกับวิถีชีวิตเเบบชาวบ้านที่นั้นที่ใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย
หากใครไปต้องมีเวลสสักสองถึงสามวันได้นอนพักผ่อนที่นั้น
จะได้ซึมซับบรรยากาศที่สดชื่นในเเบบธรรมชาติรับรองว่าจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เเน่นอน

รีวิว

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : แกงเลียง

Posted on

หากจะถามหาหนึ่งในเมนูอาหารไทยโบราณแท้ๆ ชื่อของ“แกงเลียง” ย่อมโผล่มาเป็นอันดับแรกเสมอ
นั่นก็เพราะวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ในการปรุงแกงเลียงล้วนแล้วแต่มีอยู่บนแผ่นดินสยามดั่งเดิม
มิได้นำพาขึ้นเรือสำเภามาจากแผ่นดินอื่นโดยร่องรอยประวัติศาสตร์ของ “แกงเลียง”
ตามเอกสารโบราณอย่างหนังสืออักขราภิธานศรับท์ ของหมอบรัดเลย์ เมื่อปี พ.ศ. 2416 อธิบายไว้ว่า “แกงเลียง,
เขาเอาปลาย่าง กะปิ เกลือ หัวหอม, ตำละลายน้ำเปนน้ำแกง,แล้วตั้งไฟให้ร้อนใส่ผักตามชอบใจ”
นั่นหมายความว่า “แกงเลียง” ในยุคโบราณจึงครอบคลุมแกงน้ำใส เครื่องน้อย เน้นผักเป็นหลัก
และไม่จำเป็นต้องมีเครื่องเคราแบบแกงเลียงที่ตำราอาหารปัจจุบันบอกสูตรบังคับไว้ว่าต้องมีเครื่องตำหอมแดง, พริกไทย, กะปิ,
รากกระชาย, กุ้งแห้ง และ ใบแมงลัก แต่อย่างใดกระนั้นข้อมูลอีกฝากหนึ่งก็ได้ให้ความกระจ่างถึงต้นกำเนิดของ
“แกงเลียง”
ว่าเกิดมาจากน้ำพริกถ้วยหนึ่งที่กินกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยก่อนจะผุดไอเดียวแก้เบื่อด้วยการนำ ปลาย่าง ตำกับ น้ำพริก
แล้วนำขึ้นตั้งไฟเพื่อทำเป็นแกงนั่นทำให้ “แกงเลียง” มีความพิเศษอยู่ที่เครื่องแกงสด
ที่มีส่วนประกอบจาก หัวหอม, พริกไทย, กะปิ และกระชาย
โดยสูตรโบราณจะใช้ ปลาแห้งป่นในการเพิ่มความข้นให้กับน้ำแกง และยังมีกลิ่นหอมของ
ใบแมงลัก ที่เป็นเอกลักษณ์อีกด้วยอย่างไรก็ตาม ด้วยกาลเวลาที่ผันเปลี่ยนไป
รวมถึงวัตถุดิบที่มีให้เลือกสรรในการปรุงมากขึ้น ทำให้ “แกงเลียง”ในตำราอาหารยุคปัจจุบัน
ดูจะเป็นที่ถูกปากถูกจริตของผู้คนชาวไทยในสมัยนี้มากกว่ารวมไปถึงชาวต่างชาติทั่วโลกด้วย
ซึ่งขั้นตอนในการทำ “แกงเลียง” ก็ไม่ยุ่งยากอะไรเพียงแต่อาจจะวุ่นวายนิดหน่อยในการเตรียมวัตถุดิบ ไล่ตั้งแต่
กุ้งสด 6 ตัว, ปลาแห้งป่น 1 ถ้วยตวง, ฟักทองหั่นชิ้น 1/4 ลูก,ใบแมงลัก 1 กำ, ใบตำลึง 1 กำ, บวบหั่นชิ้น 1 ลูก, น้ำเต้า 1/3 ลูก
และ เห็ดฟางหั่นครึ่ง 10 ชิ้นเช่นเดียวกับเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่จะทำให้ “น้ำแกงเลียง”
มีเอลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง พริกไทยเม็ด 1/2 ช้อนชา,
หัวหอมแดงซอย 5 ลูก, กะปิ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำซุป 8 ถ้วยตวงและ น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
ถือเป็นแกงที่มีสรรพคุณทางโภชนาอย่างมาก
ส่วนขั้นตอนการปรุง “แกงเลียง” เริ่มจากโขลก พริกไทย,กะปิ และ หัวหอม ให้ละเอียด จากนั้นใส่ ปลาแห้งป่น
ลงไปโขลกรวมกันแล้วพักไว้ ซึ่งระหว่างโขลกให้ใส่เกลือเล็กน้อยจะช่วยให้โขลกเครื่องแกงได้ละเอียดมากขึ้น
ทั้งยังเพิ่มรสชาติให้กับเครื่องแกงด้วยจากนั้นหันมานำ น้ำซุป ขึ้นตั้งไฟกลาง
เมื่อน้ำเดือดใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้ลงไป ตามด้วยการนำบวบหั่นชิ้น, ฟักทองหั่นชิ้น, น้ำเต้าหั่นชิ้น, เห็ดฟางหั่นครึ่ง และ
กุ้ง ลงไปต้มรวมกัน เมื่อผักสุกแล้วจึงปรุงรสด้วยน้ำปลาที่เหลือก็แค่ ใส่ใบตำลึง และ ใบแมงลัก คนให้เข้ากัน
ปิดไฟแล้วตักใส่ถ้วยเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆเตรียมซดให้คล่องได้เลย ซึ่งปัจจุบันคุณสามารถหาทาน
“แกงเลียง” ได้ตามร้านอาหารทั่วไปเพราะถือเป็นแกงประจำชาติที่สามารถหากินได้ทุกภาคแน่นอ…

รีวิว

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : เมี่ยงกระทงกรอบ

Posted on

เมี่ยงกระทงกรอบ เป็นเมนูอาหารว่างของไทยในสมัยโบราณ
ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นในสมัยของรัชกาลใด แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาหารชาววังเริ่มแพร่หลายในสังคมส่วนขั้นตอนในการทำ เมี่ยงกระทงกรอบ
ถือว่ายากและนานเอาเรื่อง เริ่มจาก เครื่องเมี่ยง ที่ต้องเตรียม
มะพร้าวหั่นเล็กคั่วให้หอม, พริกชี้ฟ้าหั่นเล็ก, ขิงหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก,
มะนาวหั่นเล็ก, ถั่วลิสงคั่วให้หอม, หอมหัวแดงหั่นเล็ก และ กุ้งแห้ง
ขณะเดียวกันเราต้องทำ น้ำเมี่ยง ด้วย เริ่มจากเตรียม
น้ำตาลปี๊บ ๑/๒ ถ้วย, น้ำปลา ๓ ช้อนโต๊ะ, น้ำเปล่า ๓ ช้อนโต๊ะ,
ตะไคร้หั่นเอาตรงโคน ๒ ต้น, หอมแดง ๓ หัว, ข่าสับ ๒ ช้อนโต๊ะ,
กะปิ ๒ ช้อนชา, กุ้งแห้งป่นละเอียด ๑/๔ ถ้วย และ มะพร้าวคั่วสับ๑/๔ ถ้วย
ขั้นตอนการทำ น้ำเมี่ยง เริ่มจาก โขลก หอมแดง ข่า ตะไคร้
เข้าด้วยกันให้ละเอียด ใส่ กระปิ โขลกให้เข้ากันพักไว้ก่อน
แล้วนำ น้ำตาล น้ำปลา น้ำ ใส่ลงในหม้อ
เปิดไฟเคี่ยวให้ข้นเหนียวเล็กน้อย
เมื่อเคี่ยวน้ำตาลข้นดีแล้ว
ให้นำเครื่องตะไคร้ที่โขลกไว้ลงไปในหม้อ คนให้เข้ากัน
ใส่มะพร้าว ตามด้วยกุ้งแห้ง เคี่ยวส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
จนส่วนผสมเหนียวข้นดี ชิมรสดู
ถ้าขาดรสไหนก็เติมลงไปตามใจชอบ เป็นอันเสร็จ
จากนั้นเราจะมาทำ กระทงกรอบ กัน เริ่มจากเตรียม
แป้งข้าวเจ้า ๑/๒ ถ้วย บวกอีก ๑ ช้อนโต๊ะ, แป้งสาลีเอนกประสงค์
๑/๒ ถ้วย บวกอีก ๑ ช้อนโต๊ะ, ไข่แดง ๑ ฟอง, น้ำปูนใส ๑ ถ้วย,
หัวกะทิ ๔ ช้อนโต๊ะ และ เกลือ ๑/๒ ช้อนชา
วิธีทำ กระทงกรอบ เริ่มจาก
นำแป้งสองชนิดและเกลือใส่ในอ่างผสม ใส่ไข่แดงลงไป
ใช้ไม้พายหรือตะกร้อมือคนให้เข้ากัน แล้วค่อยๆ
เทกะทิลงไปคนพอให้เข้ากัน จากนั้นค่อยๆ เทน้ำปูนใสลงไป
ใช้ไม้พายคนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วก็นำไปเตรียมทอดได้เลย
ขั้นตอนการทอดจะใช้หม้อก้นลึก
ใส่พิมพ์ลงไปแช่ในน้ำมันให้ร้อนจัด
และควรจะเปิดไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน
เพราะหากไฟแรงไปจะไหม้เร็ว
อีกทั้งผิวกระทงทองจะตะปุ่มตะป่ำไม่สวยงามเอาด้วย
เมื่อพิมพ์ร้อนได้ที่แล้ว
ให้ยกพิมพ์ออกมาซับกับกระดาษซับน้ำมัน เพื่อเวลาจุ่มแป้ง
แป้งจะได้ติดพิมพ์ดี และจุ่มแป้งแค่พอถึงขอบพิมพ์เท่านั้น
จากนั้นก็เอาจุ่มในน้ำมันที่ร้อน แต่อย่าเพิ่งจุ่มให้มิด
เพราะก้นกระทงทองจะทะลุ
ดังนั้นให้ค่อยๆ จุ่มลงไปจนถึงขอบพิมพ์
นับไปประมาณหกเจ็ดวินาที แล้วค่อยๆ จุ่มพิมพ์ทั้งหมดลง
กดก้นพิมพ์กับหม้อ ก้นกระทงกรอบจะได้เรียบ
พอคาดว่าแป้งอยู่ตัวแล้ว ก็ให้ค่อยๆ
แซะออกจากพิพม์หรือเขย่าเอาก็ได้ ถือเป็นเสร็จ
ส่วนวิธีรับประทาน เมี่ยงกระทงกรอบ
ให้นำเครื่องทุกอย่างใส่ลงในกระทงแล้วราดด้วยน้ำเมี่ยง
รับรองเด็ดสะระตี่ ซึ่งปัจจุบันเราสามารถหาเมนูนี้ได้ไม่ยากนัก
อาทิเช่น ห้องอาหารธาราทอง โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน หรือ
ร้านอรรถรส ซอยสุขุมวิท 39…

รีวิว

เทคนิคการเดินทางไปต่างประเทศ แบบสบายกระเป๋า

Posted on

สำหรับมนุษย์เงินเดือน ที่ไม่ได้มีเงินเดือนสูงมากนัก หรือบางคนที่ต้องเก็บเงินเที่ยว
การไปต่างประเทศอาจเป็นสิ่งที่เกินเอื้อมสำหรับหลายๆคน แต่ก็ยังมีเทคนิคการไปเที่ยวต่างประเทศ ที่ประหยัดงบ
และช่วยให้ไปเที่ยวได้แบบสบายกระเป๋าอีกด้วย

1.ประหยัดค่าเครื่องบินได้ จะมีเงินเที่ยวเพิ่มขึ้น
การหาข้อมูลราคาตั๋วเครื่องบินและนำมาเปรียบเทียบ ทำให้รู้ว่าหลายสายการบินมักจะมีโปรตั๋วถูกออกมาบ่อย ๆ
บางสายการบินนั้น ถือว่าถูกมาก ๆ
ดังนั้นการเตรียมพร้อมในการหาตั๋วเครื่องบินนั้นก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีกมากเลยทีเดียว

2.วางแผนการเดินทางให้ดี
โดยเริ่มจากกำหนดสถานที่ที่เราจะไป เริ่มจากเมืองที่จะไปและเมืองใกล้เคียงที่เดินทางไม่ไกลมากมีที่ไหนน่าสนใจ
บ้าง ค้นหารายละเอียดสถานที่ที่สนใจ ว่ามีอะไรบ้าง ตั้งอยู่ที่ไหน เดินทางไปยังไง น่าจะใช้เวลาตรงจุดนั้นเท่าไหร่
ค่าใช้จ่ายเฉพาะจุดนั้นมากน้อยแค่ไหน

3.ดูสภาพภูมิอากาศ
ศึกษาสภาพอากาศช่วงที่เดินทาง จะได้เตรียมเครื่องแต่งกายไปให้เหมาะสม
มีผลต่อการตัดสินใจซื้อน้ำหนักโหลดใต้เครื่องด้วย

4.การแลกเงิน
แลกเงินในอัตราที่ดีที่สุด ในจำนวนที่ไม่มากเกินไป เพราะถ้าแลกไว้มากแล้วใช้ไม่หมด
ตอนแลกคืนจะขาดทุนเยอะ
และดูช่วงที่แลกเงินค่าเงินถูกๆ นอกจกานี้ยังควรมีแอ๊พคำนวณเงินสกุลประเทศนั้น ๆ กับเงินไทยไว้ติดมือถือ
หรืออย่างน้อยต้องรู้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเท่าไหร่
เพื่อใช้เทียบดูว่าการจะจ่ายเงินในประเทศนั้นแต่ละครั้งมันเกินศักยภาพเรา หรือไม่

5.คำนวนค่าใช้จ่ายให้รัดกุม
ทำตารางการเดินทางในแต่ละวันไว้ให้ละเอียดที่สุด แนบท้ายด้วยรายละเอียดของสถานที่ที่จะไป (ข้อมูล / รูปภาพ
/ ชื่อสถานที่เป็นภาษาท้องถิ่น) พร้อมคำนวณค่าใช้จ่ายตลอดทริปโดยประมาณ
เพื่อการที่จะได้ไม่เกินงบและทำให้มีภาระหนี้นั่นเอง

6.ซื้อเฉพาะของที่จำเป็น
ควรซื้อแต่สิ่งที่จำเป็น เพราะอย่าลืมว่าคุณมีงบที่จำกัด
ควรคำนวนรายจ่ายในแต่ละวันเพื่อให้มีเงินอยู่ถึงวันกลับนั่นเอง

7.กินอาหารให้ถูกแหล่ง
ควรหารายการร้านอาหารที่อร่อยและราคาไม่แพงเตรียมไว้
เพราะการไปต่างถิ่นนั้นเราไม่รูเลยว่าจะมีการชาร์จค่าอะไรเพิ่มอีกหรือไม่ ดูได้จากเวลาฝรั่งมาเที่ยวบ้านเรา
ค่าเงินก็จะต่างจากคนไทยปกติไปอีกเท่านึงเลยทีเดียว…

รีวิว

3 ที่เที่ยวแห่งอีสาน สุดแซ่บ!

Posted on

ปฏิเสธไม่ได้ว่า แต่ก่อนหลายคนคงคิดว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสาน คงไม่ได้มีที่เที่ยวอะไรที่น่าสนใจ หรือ สวยงามมากนัก กระทั่งปัจจุบัน ภาคอีสาน ถือว่ามาแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ อุบัติขึ้นมากมาย แต่ละจังหวัดมีความโดดเด่นและสวยงาม แตกต่างกันออกไป ที่สำคัญ ยังมีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจด้วย ท่ามกลาง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ นี่คือ 3 สถานที่ท่องเที่ยว สุดแซบ ที่ห้ามพลาด หากคุณมาเยือนดินแดนที่ราบสูงแห่งนี้

 

เริ่มต้นกันที่ สามพันโบก เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยว ที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งจังหวัดอุบลราชธานี สถานที่แห่งนี้เกิดจากแก่งหินที่อยู่ใต้ลำแม่น้ำโขงในช่วงฤดน้ำหลาก ที่เกิดจากแรงน้ำวนกัดเซาะ กระทั่งกลายมาเป็นแอ่งมากกว่า 3,000 แอ่ง หรือ 3,000 โบก โดย คำว่า โบก หรือ แอ่ง หมายถึง บ่อน้ำลึกในแก่งหินใต้ ลำแม่น้ำโขง และ คำว่า โบก เป็นภาษาลาวที่มักนิยมเรียกกันนั่นเอง เรียกได้ว่า สถานที่แห่งนี้ มีทั้ง ความสวยงาม และ แปลกตา จนถูกขนานนามว่า แกรนด์แคนยอนน้ำโขง

 

ต่อด้วย ภูห้วยอีสัน เป็นหนึ่งในสถานที่เชิงธรรมชาติ ที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งจังหวัดหนองคาย จุดเด่นของที่นี่ คือเป็นสถานที่คอยชมพระอาทิตย์และทะเลหมอกได้แบบ กว้างไกลสุดสายตามากที่สุด ถือเป็นจุด Unseen ที่สวนงามที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ขณะเดียวกัน ในส่วนของเบื้องล่างของทะเลหมอกภูห้วยอีสันนั้น ยังสามารถมองเห็นเกาะแก่งของแม่น้ำโขงได้อีกด้วย

 

ปิดท้ายกันที่ นาแห้ว เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ตั้งอยู่จังหวัดเลย โดยความโดดเด่นของที่นี่ คือ ความเป็นธรรมชาติและเรียบง่ายสุดๆ เมื่อเป็นอำเภอ ที่ไม่ได้มีความเจริญทางเทคโนโลยีมากนัก แต่ค่อนข้างที่จะมี วัฒนธรรม ที่น่าสนใจ การดำรงชีวิตของคนที่นี่ ที่ค่อนข่างแตกต่าง เรียกได้ว่า หากใครเบื่อเมืองกรุงฯ ต้องการมาซึบซัมธรรมชาติและอากาศแสนบริสุทธิ์ รับรองว่าที่แห่งนี้ตอบโจทย์

 

 …

รีวิว

เชียงรายไม่ไปไม่รู้

Posted on

ขึ้นเหนือสุดไปชม “วัดพระธาตุดอยเวา” พร้อมบรรยากาศสุดชิว เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดอีกที่เลยหากคุณมาเที่ยวจังหวัดเชียงราย เพราะที่นี้ไม่ได้มีเพียงแค่วิวสวยๆ แต่มีวัดที่มีความเก่าแก่ตั้งอยู่ข้างบนอีกด้วย พระธาตุดอยเวา นั้นอยู่ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย อยู่เกือบสุดปลายถนนพหลโยธินตรงด่านแม่สายที่จะมีสะพานข้ามแม่น้ำสายไปเมืองท่าขี้เหล็กของพม่า ตรงข้าง ๆ มีป้ายเหนือสุดยอดในสยาม แถมที่นี่ยังถูกกล่าวว่าเป็นพระธาตุที่อยู่เหนือสุดยอดในสยาม ที่วัดแห่งนี้มพระธาตุเก่าแก่ตามตำนานเล่าว่าเป็นพระธาตุในแผ่นดินล้านนาที่มีอายุน้อยกว่าก็แต่เพียงพระธาตุดอยตุงเท่านั้น

ช่องเขาขาด เป็นช่องเขาที่หินขาดจากกันมองเห็นแม่น้ำโขงพาดผ่านตรงช่องเขาขาดพอดี ยิ่งตอนช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม ดอกนางพญาเสือโคร่งและดอกเสี้ยวจะบานสะพรั่งยิ่งทำให้เราสัมผัสถึงบรรยากาศที่งดงามของที่แห่งนี้ได้มากขึ้นไปอีก และสถานที่แห่งนี้นั้นยังเหมาะแก่การปลูกพืชเมืองหนาว ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนดอยผาตั้งจึงทำอาชีพเกษตร ปลูกบ๊วย ท้อ สาลี่ แอปเปิ้ล และชา ซึ่งจะให้ผลผลิตมากในช่วงฤดูหนาว ซึ่งช่วงนี้เองเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมากทำให้เกิดการกระจายรายได้ให้กับคนท้องถิ่นเป็นอย่างดี และบนดอยผาตั้งยังมีที่พัก สถานที่กางเต็นท์ ร้านอาหาร ที่ทำให้เราสะดวกสบายมากขึ้น

ชมทะเลหมอกกับดูซากุระเมืองไทยพร้อมจิบชาขึ้นชื่อที่ “ดอยแม่สลอง” เชียงราย เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำหรับใครที่อยากชมซากุระเมืองไทย หรือขึ้นมาดูทะเลหมอก แถมยังมีไร่ชามากมายพร้อมจิบชาอู่หลงขึ้นชื่อระดับโลก อะไรจะฟินได้ขนาดนั้น ใช่แล้วครับวันนี้เราจะพาทุกท่านไปชม ดอยแม่สลอง สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเมืองไทยอีกแห่ง

วันนี้เราจะมาแนะนำแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของดอยแม่สลอง หากใครเล็งเป้าที่นี้ไว้แล้วต้องการเก็บข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวล่ะก็อย่าพลาดเด็ดขาดเลย ก่อนอื่นเลยผมขอเสิร์ฟเมนูเรียกน้ำย่อยเบาๆก่อน นั่นก็คือ ไร่ชา 101

ไร่ชา 101 เป็นไร่ชาชื่อดังที่สุดแล้วสำหรับดอยแม่สลอง ยิ่งถ้าคุณเป็นคอจิบชาคุณต้องมาลองจริงๆครับ เพราะที่นี้เค้าคว้ารางวัลสุดยอดชาระดับโลกมาแล้ว ไร่ชาแห่งนี้มีการปลูกชาจีนชั้นดีอยู่ 3 ประเภท คือ ชาอู่หลงก้านอ่อน ชาอู่หลงเบอร์ 12 และชาสี่ฤดู คุณสามารถไปชมไร่ชาแบบขั้นบันไดของที่นี้กับบรรยากาศชิวๆ พร้อมกับชมการสาธิตการชงชาที่ทำให้ได้รสที่กลมกล่อม หรือหากคุณไม่ใช่คอจิบชา ก็ยังมีวิวสวยๆงามๆถ่ายเก็บไว้เป็นความทรงจำก็เก๋ไม่ใช่ย่อย…