Uncategorized

3 ที่น่าเที่ยวท้าลมหนาวปลายปีนี้

Posted on

ลมหนาวพัดโชยเมื่อขยับใกล้เข้าหน้าหนาวเข้าไปทุกที
หลายคนจดจ่อเตรียมพร้อมจะออกเดินทางท่องเที่ยว
เพราะต้องยอมรับว่าหน้าหนาวนั้นถือเป็นฤด๔กาลที่เหมาะแก่การเที่ยวไม่น้อย
นั่นเพราะอากาศไม่ร้อนแถมยังมีสถานที่น่าเที่ยวตามธรรมชาติสวยงามอยู่ทั่ทุกที่ในประเทศไทยโดยเฉพ
าะภาคเหนือ เราจึงขอแนะนำ 3 ที่น่าเที่ยวที่เหมาะแก่การพักผ่อนในหน้าหนาวมามาให้ได้ชมกัน
ดอยแม่สลอง
สำหรับดอยแม่สลองนั้นตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งไร่ชาเมืองไทย
เพราะมีสถานที่ปลูกชาใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยเลยทีเดียวนอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยวัฒนธรรม
แบบฉบับชาวจีนที่มีให้เห็นทั้งความเป็นอยู่ การแต่งกาย อาหารการกินท้องถิ่น
ซึ่งที่นี่เองนอกจากจะมีพื้นที่ปลูกชาเยอะแล้วยังมีร้านชงชากันให้ได้ชิมอีกด้วย
ส่วนเรื่องของอาหารนั้นบางร้านมีเมนูขึ้นชื่ออย่างขาหมูยูนานรวมถึงของหวานประจำชาติจีนอย่างหมั่นโ
ถวไว้ให้ได้ลิ้มชิมรสกัน
ซึ่งระหว่างที่ทานอาหารหรือชมไร่ชาก็จะสามารถสูดรับอากาศบริสุทธิ์ไปด้วยเช่นเดียวกัน
และที่เป็นไฮไลท์สุดๆที่นักท่องเที่ยวนิยมไปที่นี่นั่นคือในหน้าหนาวดอกพญาเสือโคร่งจะบานทำให้ดูสวย
งามไม่ต่างจากสวนซากุระในประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว
กิ่วแม่ปาน
นี่คือหนึ่งในที่น่าเที่ยวตามธรรมชาติที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงช่วงหน้าหนาวเพราะไม่ใช่แค่ได้สูดอา
กาศเฉยๆเท่านั้นหากแต่ยังได้สัมผัสธรรมขาติได้อย่างเต็มรสเมื่อการเดินทางไปที่นี่นั้นจะมีระยะทางเดินใ
ห้เราได้เดินทอดยาวไปถึง 3 กิโลเมตรเลยทีเดียว
ซึ่งทางเดินนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะเหนื่อยเวลาเดินกลับนั่นเพราะทางถูกออกแบบให้เป็นทรงกลมทำให้เราสา
มารถชมวิวทิวทัศน์ได้ครบรอบเดียวจบ โดยจะเก็บค่าเข้าเพียง 200 บาทเท่านั้น
นอกจากนี้ขณะที่เดินเที่ยวชมธรรมชาติยังมีไกด์คอยแนะนำให้ความรู้ต่างๆระหว่างทางตลอดเวลา
ส่วนเรื่องความลำบากในการเดินทางใครหลายคนอาจกังวล
เพราะแน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าเดินชมธรรมชาติก็อาจจะต้องเส้นทางที่ยากลำบาก
ทว่าที่นี่ถือเป็นเส้นทางที่เดินง่ายๆมากๆไม่ว่าจะมือใหม่เรื่องเดินป่าแค่ไหนก็สามารถมาเที่ยวชมได้สบายๆ
แถมบางจุดที่เป็นทางชัดก็ลาดชันน้อยมากๆทำให้มีความปลอดภัยสูงไม่ต้องกังวลยิ่งไปกว่านั้นระหว่างท
างยังได้ชมต้นไม้ใหญ่ๆที่หาชมได้ยาก โดยที่นี่มีอยู่เยอะนั่นเพราะมีความอุดมสมบูรณ์เยอะนั่นเอง
ดอยเสมอดาว
หากอยากเปลี่ยนมารับลมหนาวบนดอย ลมหนาวพัดโชยเมื่อขยับใกล้เข้าหน้าหนาวเข้าไปทุกที
หลายคนจดจ่อเตรียมพร้อมจะออกเดินทางท่องเที่ยว
เพราะต้องยอมรับว่าหน้าหนาวนั้นถือเป็นฤด๔กาลที่เหมาะแก่การเที่ยวไม่น้อย
นั่นเพราะอากาศไม่ร้อนแถมยังมีสถานที่น่าเที่ยวตามธรรมชาติสวยงามอยู่ทั่ทุกที่ในประเทศไทยโดยเฉพ
าะภาคเหนือ เราจึงขอแนะนำ 3 ที่น่าเที่ยวที่เหมาะแก่การพักผ่อนในหน้าหนาวมามาให้ได้ชมกัน…

รีวิว

แนะนำ 3 ร้านดีเด่นดังเมืองโอ่งมังกรราชบุรี

Posted on

จังหวัดราชบุรีคือหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้คนนิยมไปท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี
ขณะเดียวกันนอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าไปทั้งตลาดน้ำ สวนผึ้ง
หรือแม้กระทั่งรีสอร์ทน่าพักแล้วยังมีร้านอาหารที่น่านั่งอยู่หลายแห่ง
เพราะแน่นอนว่าเมื่อทีการเที่ยวก็ต้องมีการพักเติมพลัง
ซึ่งบางคนเมื่อไปต่างจังหวัดอาจจะประสบปัญหาหาร้านอาหารรสชาติดีๆไม่เจอแม้จะเปิดกูเกิลดูก็ตามใน
วันนี้เราจึงขอแนะนำ 3 ร้านอาหารชื่อดังรสชาติเยี่ยมของเมืองโอ่งมังกรมาให้ได้ชมกัน

Inlaya ราชบุรี
ใครที่ชื่นชอบตะลุยหาร้านเด่นดังประจำจังหวัดที่มีสไตล์การตกแต่งแบบเก๋ๆก็ไม่ควรพลาด Inlayaราชบุรี
บรรยากาศของร้านนี้จัดว่ายอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งในจำนวนร้านอาหารของราชบุรีเลยทีเดียวเพราะอยู่ติ
ดกับริมน้ำทะเลสาบ
แน่นอนว่าวิวที่ออกมาจัดว่าสวยงามอย่างมากนอกจากจะอยู่ติดริมน้ำแล้วท่ามกลางธารน้ำยังมีขุนเขาเป็น
วิวด้านหลังอยู่ไกลๆยิ่งทำให้บรรยากาศสวยงาม
ซึ่งเหมาะอย่างมากหากเลือกร้านสักร้านสำหรับทานดินเนอร์
แต่นอกจากบรรยากาศจะดีแล้วทางร้านยังมีอาหารหลายเมนู
และหลากสไตล์ไม่ว่าจะเป็นเอเชียหรือยุโรปแถมยังมีอาหารฟิวชั่นส์ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

Secret Space ราชบุรี
ตัดมาที่อีกร้านกันบ้างกับ Secret Space ราชบุรี
ร้านนี้เรียกว่าเป็นดินแดนแห่งความลับนั่นเพราะการตกแต่งที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองโดยเน้นให้อยู่
ท่ามกลางธณรมชาติส่วนตัวร้านที่นั่งด้านนอกให้อารมณ์อยู่ในสวนหลังบ้านนั่นเอง แต่ที่เป็นไฮไลท์
และเป็นที่มาของชื่อร้านจริงๆนั่นคือด้านหน้าของร้านก่อนที่จะเดินมาถึงโซนของตัวร้านนั้นมีเขาวงกตตั้งอยู่
ซึ่งหากใครต้องการมาทานอาหารก็ต้องผ่านเจ้าเขาวงกตนี้เข้ามาก็ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่โดดเด่นเรียกความน่าสนใจให้ร้านแห่งนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ขณะเดียวกันความพิเศษของร้านนี้ยังไม่หมดเพียงแค่นั้นเพราะทางร้านมีการจัดพื้นที่กว่า 500 ไร่
ซุึ่งถือว่าใหญ่มากๆเพื่อรองรับการเพาะปลูกพืชผักตามธรรมชาติทำให้ใครที่มาที่นี่รับประกันได้ว่าจะได้ทานผักปลอดสารพิษ และสดใหม่อย่างแน่นอน

Thanks ราชบุรี
สำหรับร้านสุดท้ายเราจะพาไปกันที่ร้านThanks ราชบุรี
สำหรับร้านนี้เป็นอีกร้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำทำให้มีบรรยากาศสวยงามเลยทีเดียว
โดยร้านแห่งนี้เน้นไปทางคาเฟ่มากกว่าร้านอาหารทั่ๆไป แต่ก็ยังมีเมนูของคาวให้เลือกทานกัน
อย่างไรก็ตามแน่นอนว่าเครื่องดื่มรวมถึงเบอเกอรี่ของร้านนี้มีความโดดเด่นกว่าอาหารประเภทอื่นอย่างแน่นอน โดยนอกจากจะมีเบอรเกอรี่
และขนมหลายชนิดแล้วยังมีขนมปังแบบโฮมเมดที่รสชาติยอดเยี่ยมให้แขกผู้มาเยือนได้เลือกรับประทาน
กัน ส่วนการตกแต่งของร้านต้องบอกว่ามีมนเส่ห์แบบสุดๆที่ถึงแม้ร้านจะไม่ได้ใหญ่โต
ทว่าก็มีมุมนั่งหลายที่โดยเฉะาบาร์ริมน้ำที่นอกจากจะได้ชิมเครื่องดื่มรสชาติดียังทำให้คุณได้สูดอากาศและวิวสวยๆไปด้วยในเวลาเดียวกัน…

รีวิว

ล่องแก่งแม่น้ำนครนายกที่เที่ยวท้าทายคนชอบความหวาดเสียว

Posted on

หน้าฝนอาจเป็นฤดูกาลที่หลายคนอาจจะไม่อยากออกไปท่องเที่ยวสักเท่าไหร่
เพราะด้วยสภาพอากาศที่ไม่แน่นอนทำให้เสี่ยงที่จะโดนฝนระหว่างเที่ยวจนทำให้ทริปที่คุณรอคอยก่อยไปตามๆกัน
แต่การเที่ยวนั้นก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ผ่อนคลายจากการทำงานหอันหนักหน่วง
ซึ่งนับเป็นการชาร์จแบตให้ตัวเองได้เป็นอย่างดี
แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงหน้าฝนถ้าคนชอบเที่ยวที่มีน้ำทะเลอาจเป็นตัวเลือกที่ไม่ดีเท่าไหร่เพราะเสี่ยงโดนพายุ
จนออกเรือไปเกาะไม่ได้ แต่ถ้าพูดถึงล่องแก่งละก็ฤดูกาลนี้ล่ะเหมาะสมที่สุดแล้ว
เพราะเป็นช่วงที่มีน้ำเยอะที่สุดไม่ว่าคุณจะไปเที่ยวแก่งที่ไหนจังหวัดใดก็ตาม
แเราจึงขอแนะนำที่เที่ยวล่องแก่งอย่างแม่น้ำนครนายกมาแนะนำกันเผื่อช่วยให้การตัดสินใจของคุณทำได้ง่ายขึ้น
ล่องแก่งนครนายก
เริ่มกันที่ล่องแก่งนครนายกนี่ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวล่องแก่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากของนักท่องเที่ยวทั้งไทย
และต่างชาติ โดยแม่น้ำแห่งนี้ไหลมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก่อนลงมาที่น้ำตกนางรอง
และไปไหลรวมกันที่แม่น้ำนครนายก
ซึ่งกระแสแม่น้ำแห่งนี้จะมีความแรงช่วงเดือนกรกฏาคมไปจนถึงดือนตุลาคมอีกทั้งยังมีน้ำที่ถูกปล่อย
มาจากเขื่อนให้ได้เล่นกันอีกด้วย สำหรับการล่องแก่งที่นี่มีคสามยากง่ายให้เลือกถึงสามระดับด้วยกัน
ซึ่งจะมีความอันตราย และความหวาดเสียวที่แตกต่างกันออกไป
โดยระยะเวลาในการล่องแก่งครั้งหนึ่งอยู่ที่ 2 ชั่วโมง
แต่ที่น่าสนใจคือแก่งที่นี่เป็นแก่งหินสามชั้นที่จทำให้น้ำไหลแรงทำให้นักล่องแก่งรู้สึกตื่นเต้นไป
กับการล่องแก่งแถมยังมีเรือแคนนูให้เลือกพายอีกด้วย แต่เหมาะกับคนที่มีทักษะการพายเรือที่ดี
เพราะจะช่วยไม่ให้เกิดอันตรายตามมาส่วนหากล่องไปถึงจุดสุดท้ายของแม่น้ำยังสามารถจอดเรือ
และเล่นน้ำบริเวณนั้นได้อีกด้วย โดยมีแก่งทั้งหมดสามแก่งด้วยกันคือแก่งโขดคุ้ง เกาะแก่ง
และแก่งหินสามชั้นที่จะล่องได้ยากที่สุด และมีพื้นที่ลาดเอียงมีความยาวกว่า 50 เมตร
สำหรับแก่งแรกอย่างแก่งโขดคุ้ง
โดยจะมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากแก่งอื่นคือมีโขดหินจำนวนมากที่ช่วยในการไหลของกระแสน้ำทำให้เพิ่มความแรงมากขึ้น ส่วนเกาะแก่ง
จะคล้ายคลึงกับแก่งโขดคุ้งเหมาะกับการมาล่องในช่วงฤดูร้อนเท่านั้นเพราะเมื่อหากถึงฤดูฝนแก่งแห่งนี้
จะถูกน้ำที่เอ่อขึ้นมาท่วมไปจนหมดเป็นแม่น้ำธรรมดาจนไม่สามารถล่องแก่งได้ และสุดท้าย
แก่งหินสามชั้นนับเป็นแก่งที่ยากที่สุดของที่นี่ เพราะมีโค้งหักศอกที่ต้องใช้แรง
และทักษะในการพายที่ดีพอสมควรในการบังคับทิศทางเรือให้ไปตามกระแสน้ำโดยไม่คว่ำแถมยังมีโขดหินทั้งเล็กใหญ่คอยเป็นอุปสรรคไปตลอดทาง
แต่การล่องแก่งแน่นอนว่าความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุด
โดยจำเป็นต้องสวมเสื้อชูชีพรวมถึงหมวกกันน็อกคอยเซฟตี้ทุกครั้ง
และไม่ควรถอดระหว่างล่องแก่งเด็ดขาด
และต้องทำตามคนแนะนำของผู้เชี่ยวชาญอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย
และที่เด็ดขาดคือห้ามดื่มสุราก่องลงล่องแก่งเพราะอาจทำให้ขาดสติจนจมน้ำไปได้…

Uncategorized

3 ที่เที่ยวเมืองพัทยาอันเป็นแลนมาร์คใหม่ของที่นี่

Posted on

ก่อนหน้านี้เราพาคุณไปชม 3
สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองพัทยาที่เป็นธรรมชาติมาแล้วคราวนี้เราขอพ่คุณไปดูกันต่อกับที่เที่ยวเด็ดๆที่หาก
มาพัทยาก็ไม่ควรจะแวะไปในสถานที่เหล่านี้
ฟรอสต์ เมจิคคัล ไอซ์ ออฟ สยาม
เริ่มกันที่แรกกับฟรอสต์ เมจิคคัล ไอซ์ ออฟ สยาม
โดยที่นี่จะทำให้คัณได้ติ่นตากับความยิ่งใหญ่ของประติมากรน้ำแข็งต่างๆที่กระจายกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้
โดยภายในจะมีอุณหภูมิที่เย็นมากๆจนเทียบเท่ากับการอยู่ขั้วโลกเหนือเลยทีเดียว ซึ่งอากาศอยู่ที่ -10
องศาเซลเซียส
โดยเมื่อเข้าไปด้านในคุณจะต้อิงสวมเสื้อโคทที่ทางร้านจัดเอาไว้ให้เพราะด้านในนั้นมีความหนาวเย็นมา
กจริงๆ แต่ที่เป็นไฮไลท์ของฟรอสต์ เมจิคคัล ไอซ์ ออฟ
สยามนั่นคือประติมากรน้ำแข็งที่ถูกยกนำมาจัดแสดงไว้ภายใน ซึ่งเกือบทุกชิ้นช้วนมาจากฝีมือคนไทย
ส่วนใครที่หิวง่ายกลัวเข้าไปแล้วไม่มีอะไรทานที่นี่เขาก็มีบาร์เปิดให้บริการด้านในอีกด้วย
และหากเมื่อเข้าไปนอกจากจะมีบาร์เครื่องดื่มให้บริการแล้วยังทีการประดับตกแต่งมากมายภายใน
ซึ่งทุกอย่างล้วนถูกผลิตมาจากน้ำแข็งทั้งสิ้น
รับเบอร์แลนด์
ที่นี่ถือเป็นสถานที่แห่งใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ และเปิดบริการเมื่อไม่นานมานี้
แต่ก็มีนักท่องเที่ยวนิยมเข้าไปแวะเวียนอยู่เสมอ
แน่นอนว่าชื่อรับเบอร์แลนด์พระเอกของงานก็ต้องยกให้กับยางที่ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุหลักในการสร้างผล
งานที่ใช้จัดแสดงโชว์อยู่ด้านในนั่นเอง
ซึ่งยางที่นำมาใช้ก็เป็นยางที่มาจากยางพาราจนทำให้ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งยางพาราของไทยเลย
ทีเดียว
แต่เดิมทีต้องบอกว่ารับเบอร์แลนด์คือแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติที่สามารถเดินไปพร้อมเติบความรู้ไปได้ด้วยใ
นตัว ส่วนประติมากรส่วนใหญ่ก็จะเป็นการนำยางมาดัดเป็นรูปต่างๆให้ดูสวยงามหรือมีความหมาย
เมืองจำลองสยาม
สำหรับเมืองจำลองสยามถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่คู่เมืองพัทยามาอย่างยาวนาน
และถึงแม้มันจะเปิดบริการมาเป็นระยะเวลานาน
แต่ก็ยังมีทัวร์ชาวต่างชาติมักเลือกจะมาเที่ยวที่นี่หลายคนเลยทีเดียว
ส่วนเหตุผลที่มันยังคงเป็นนิยมในปัจจุบันนั่นเพราะเมืองจำลองสยามได้ยกแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวหรือแห
ล่งสำคัญทางประวัติศาสต์มาเก็บรวบรวมไว้ในที่แห่งนี้นั่นเอง
และไม่ใช่แค่มีสถานที่สำคัญในเมืองไทยเท่านั้นหากแต่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นของต่างประเทศได้อีก
ด้วย โดยพื้นที่จัดแสดงโชว์ต่างๆได้รับการออกแบบ
และแบ่งจัดสรรค์ปันส่วนพื้นที่ได้เป็นอย่างดีทำให้นักท่องเที่ยวเลือกดูได้ง่ายว่าจะถ่ายเอาไปลงช่องอะไร
นั่นเอง…

รีวิว

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ถุงทอง

Posted on

ถุงทองถือเป็นอาหารไทยโบราณที่แพร่หลายในรั้วในวงช่วงยุครัตนโกสินทร์ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่เมนูที่พี่น้องชาไทยยังนิยมรับประทานและนิยม
ปรุงออกวางจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่องซึ่งแน่นอนว่าไม่มีแนวโน้มที่จะหายไปในอนาคตอันใกล้
แถม ถุงทอง ยังถือเป็นขนมที่มีชื่อเป็นมงคล เพราะคำว่า“ถุงทอง” คล้ายจะอวยพรให้มีเงินมีทองใช้ตลอดไป
ยิ่งใกล้เทศกาลปีใหม่ การให้ขนมที่เป็นมงคลจะสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ
สมัยก่อนจึงนิยมทำขนมชนิดนี้ใช้ในงานมงคลแต่ปัจจุบันมักจะใช้ในงานเลี้ยงหรูๆ
นั่นทำให้ในปัจจุบัน ถุงทองถูกจัดให้เป็นอาหารเรียกนํ้าย่อยตามบุฟเฟ่ต์ หรือตามโต๊ะจีน
อารมณ์ประมาณว่ากินแล้วอยากกินจานต่อไปอีก
เป็นของว่างประเภทเดียวกับ กระทงทอง หรือ เปาะเปี๊ยะทอด
ที่ทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด วัตถุดิบก็หาง่ายแถมหน้าตายังน่ารับประทานด้วย
ส่วนอุปกรณ์หลักที่ต้องใช้ในการทำ ถุงทอง คือ เตาแก๊ส,
กระทะ, ทัพพี, หม้อ, ตะแกรง, กระชอน, กะละมัง, ถาดสเตนเลส,
เขีย และ ครก ไม่นับรวมเครื่องมือเบ็ดเตล็ดอื่นๆที่หยิบยืมได้จากในครัวทั่วไป
ขณะที่วัตถุดิบหลักในการทำ ถุงทอง กอปรด้วย
แผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะ (ขนาด 4 นิ้ว), เนื้อหมูสันใน, กุ้งสด, มันแกว,
พริกไทย, รากผักชี, กระเทียม, ซีอิ๊วขาว, นํ้าตาลทราย, ต้นหอม
หรือ ก้านขึ้นฉ่าย (สำหรับมัดปากถุงทอง), เกลือ และนํ้ามันสำหรับใช้ทอด
ขั้นตอนการทำ ถุงทอง เริ่มจากการทำไส้ถุงทองก่อน
โดยการโขลก พริกไทย, กระเทียม และ รากผักชี เข้าด้วยกัน
แล้วตักใส่ถ้วยพักไว้ นำกุ้งมาล้าง แกะเปลือกแล้วสับหยาบ
ส่วนเนื้อหมูสันใน นำมาล้าง ผึ่งสะเด็ดนํ้า หั่นเป็นชิ้นเล็ก
แล้วสับหรือบดเตรียมไว้ เช่นเดียวกับ มันแกว ล้างสะอาดสับให้ละเอียด
จากนั้นนำกระทะตั้งไฟ ใส่นํ้ามันพืชลงไปเล็กน้อย
เมื่อกระทะร้อนเอาเครื่องกระเทียม, รากผักชี และ พริกไทย
ที่โขลกเตรียมลงไปผัดให้พอมีกลิ่นหอม จึงใส่ กุ้งสับ กับ หมูสับ
ลงไปผัด ตามด้วยมันแกวสับ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว และ
นํ้าตาลทราย ผัดจนมีกลิ่นหอมและแห้งที่เหลือก็แค่นำ ต้นหอม หรือ ก้านขึ้นฉ่าย
ที่หั่นตามยาวโดยยาวประมาณ 5 นิ้ว มาแช่นํ้าร้อน 5 นาทีหรือนำมาลวก (เพื่อให้เกิดความอ่อนตัว
ง่ายต่อการใช้มัดปากถุงทอง) แล้วนำขึ้นมาพักให้สะเด็ดนํ้าฉีกเป็นเส้นๆ เตรียมไว้
เมื่อไส้เสร็จ มีแผ่นแป้งพร้อม ก็เตรียมห่อถุงทอง
โดยนำแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะมาตัดเป็นวงกลมให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 นิ้ว
นำไส้ที่ผัดเตรียมไว้มาใส่ตรงกลางแผ่นแป้งแล้วทำการพับครึ่งรวบขึ้น
จากนั้นจับพับทบไปทบมาลักษณะเหมือนกับการพับ “พัด”
แล้วมัดด้วย ก้านขึ้นฉ่าย หรือ ต้นหอม 1 เส้น จับผูกสัก 2 ทีไม่ต้องแน่นมาก เอาแค่ไม่หลุดก็พอ
มัดแล้วก็ทำการคลี่ชายแป้งออกให้สวยงาม จะมีลักษณะคล้ายถุงทำเช่นนี้จนหมดแป้ง หมดไส้
สุดท้ายเป็นขั้นตอนการทอด ใช้ความร้อนปานกลางพอนํ้ามันร้อนให้ลดไฟลง แล้วนำถุงทองลงทอด
เทคนิคในการทอดให้ใช้ทัพพีกดให้ถุงทองจมนํ้ามันมิฉะนั้นปากถุงจะบาน ทอดจนถุงทองสุกมีสีเหลืองทอง
ก็ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดนํ้ามัน เท่านี้ก็พร้อมรับประทาน…

รีวิว

วันหยุดไม่รู้ไปไหนมาเที่ยวเมืองกาญฯมีความสุขเเน่

Posted on

เรามีวันหยุดเเต่การหยุดเเล้วอยู่เฉยๆบางครั้งก็เบื่อหากจะลองหาสถานที่ท่องเที่ยวสักเเห่งที่ชิลๆ บรรยากาศดี
ขอให้เลือกไปเที่ยวที่จังหวัดกาญจนบุรีลองไปดูว่าจังหวัดนี้มีดีอะไรทำไมสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก
เเละที่สำคัญนั้นจังหวัดนี้เป็นเเหล่งที่เที่ยวที่มีธรรมชาติมากมายให้คุณได้สัมผัส
ที่เที่ยวเเห่งเเรกเลยที่จะเเนะนำท่านก็คือ

ทางรถไฟข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแคว
เป็นที่ท่องเที่ยวที่หลายคนสนใจอยากจะมาเพราะว่าเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทย
เเละหากได้มาเดินเล่นเเละถ่ายรูปน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกใจใครหลายคนอย่างมากเพราะว่า บรรยากาศรอบๆ
สวยงามเหมาะเเก่การถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก
เเละที่นั้นยังมีหลักฐานที่เเสดงความเป็นมาเป็นไปของทางรถไฟสายสำคัญของไทยด้วยได้เที่ยวเเละยังได้ความรู้อีกด้วย
ที่เที่ยวต่อมาที่น่าไปคือ

ซาฟารี ปาร์ค แอนด์ แคมป์
สวนสัตว์ที่จะพาเราไปใกล้ชิดกับบรรดาสัตว์น้อยใหญ่
นักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับสัตว์ต่างๆเเบบถึงเนื้อถึงตัวกันเลยทีเดียว
มันน่าตื่นเต้นอย่างมากใครที่ชอบการดูสัตว์ต้องไปที่นี่เลย
รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างเเน่นอน ราคาเข้าชมคนละ200
บาทเเละมีค่าบริการให้อาหารสัตว์ 100 บาท
เเละยังสามารถนำรถส่วนตัวของคุณขับเข้าไปชมสัตว์นานาชนิดได้อีกด้วย เป็นอะไรที่สุดยอดไปเลย
ไปที่ยวดูธรรมชาติเเล้วมาเเวะไหว้พระกันบ้าง เเนะนำให้ไป

วัดถ้ำเสือ
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เเละเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว วัดถ้ำเสือมี
พระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่บนเนินเขา
พร้อมด้วยพระอุโบสถอัฏฐมุขทรงไทยประดับลวดลายสวยงามอย่างมาก
หากไปเเล้วก็ควรที่จะเเวะสักการะเพื่อความเป็นศิริมงคลเเก่ตนเอง
หากต้องการทีจะไปน้ำตกก็มีนั้นก็คือ

น้ำตกเอราวัณ
หนึ่งในสามที่สวยที่สุดของน้ำตกของกาญจนบุรี เกิดจากลำห้วยม่องไล่ไหลลงจากยอดเขา
หากนักท่องเที่ยวได้ไปเเล้วจะได้สัมผัสถึงความงามเเละธรรมชาติที่สวยงามอย่างมาก
จะต้องมีความชื่นใจอย่างเเน่นอนที่ได้เจอกับน้ำตกที่สวยที่สุดเเบบนั้นหาก
ได้ลงไปเล่นน้ำเเล้วจะทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
หากสนใจเล่นน้ำตกที่กาญจนบุรีต้องไปที่นี้เลยน้ำตกเอราวัณ
มันต้องสุดยอดอย่างเเน่นอนขอบอกเเละที่สุดของเมืองกาญณนั้นต้องไปที่

สะพานมอญ
ถือเป็นสะพานสำคัญในอำเภอสังขละบุรี
เปรียบเสมือนสะพานแห่งวัฒนธรรมที่เหมือนสายใยเชื่อมสองเชื้อชาติระหว่างไทย-มอญดินแดนสุดขอบประเทศเข้าไว้ด้วยกัน
เป็นเมืองที่มีความสวยงามที่สุดบอกได้เลยเเละที่นั้นยังมีเเหล่งท่องเที่ยวที่ต้องใช้เรื่องเดินทาง มีวัดใต้น้ำ
เเละที่สำคัญคือการใส่บาตรตอนเช้าเป็นกิจกรรมที่ต้องทำเพราะว่าจะได้พบกับวิถีชีวิตเเบบชาวบ้านที่นั้นที่ใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย
หากใครไปต้องมีเวลสสักสองถึงสามวันได้นอนพักผ่อนที่นั้น
จะได้ซึมซับบรรยากาศที่สดชื่นในเเบบธรรมชาติรับรองว่าจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เเน่นอน

สถานที่เที่ยว

สถานที่เที่ยวแห่งสงขลา “เมืองสองเลแห่งแดนใต้”

Posted on

เริ่มจาก ย่านเมืองเก่า สงขลา ว่ากันว่า
สถานที่แห่งนี้มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมที่เก่าแก่มาทกี่สุด
ตั้งอยู่บริเวณเขตอำเภอเมือง มีถนนสายสำคัญ ที่น่าเดินเที่ยว 3 สาย ไล่ตั้งแต่
ถนนนครนอก , ถนนนางาม และ ถนนนครใน โดยจุดเด่นของที่นี่ คือภาพ Street
Art ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวหลงใหล ด้วยการเพลิดเพลินกับการเดินถ่ายรูป
ที่สำคัญ ยังออกลีลาได้แบบเต็มเหนียว และ ปลดปล่อยความรู้สึกได้เต็มที่
ขณะเดียวกัน สถานที่แห่งนี้ ยังเต็มไปด้วยสถาปัตยธรรมที่งดงาม
สะท้อนความเป็นมาของคนชาวสงขลา ทั้งห้องแถวไม้แบบจีน และ
ตึกคลาสสิกสไตล์ชิโน-โปรตุกีสต่อมาเป็น บ้านรำแดง ตั้งอยู่บริเวณอำเภอสิงหนคร
เป็นหนึ่งในชุมชนที่น่าค้นหา
เนื่องจากเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีความสัมพันธ์ระหว่างต้นตาลโตนด ต้นไฟ และ
คนที่ร่วมกับสืบสานเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น จนก่อให้เกิดรายได้
โดยนักท่องเที่ยว สามารถเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนแห่งนี้ทั้งหมดด้วยกัน
7 ฐาน อาทิ ฐานการบริหารงานขององค์การบริการส่วนตำบลรำแดง,
วิถีตาลโตนด, ครัวรำแดง, วัดป่าขวาง, หัตถกรรมพื้นบ้าน, เศรษฐกิจพอเพียงและแหล่งผลิตปอเทือ
ปิดท้ายกันที่ วัดท้ายยอ ว่ากันว่า นอกจากเป็นวัดคู่เมืองชาวสงขลาแล้ว
ยังเป็นวันเก่าแก่ที่สุดแห่งนี้ ที่มีอายุเกินกว่า 200 ปี จุดเด่นของที่นี่
คือมีความสวยงาม ทางด้านสถาปัตยธรรม ของ กุฏิเรือนไทยปั้นหยา และ
ยังมีเอกลักษณ์ในแง่การใช้กระเบื้องเดินเผาเกาะยอ รวมถึง
กระเบื้องลอนลักษณะเก่า แถมยังมีโบราณสถานและวัตถุต่างๆ ที่น่าสนใจด้วย…

รีวิว

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : แกงเลียง

Posted on

หากจะถามหาหนึ่งในเมนูอาหารไทยโบราณแท้ๆ ชื่อของ“แกงเลียง” ย่อมโผล่มาเป็นอันดับแรกเสมอ
นั่นก็เพราะวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ในการปรุงแกงเลียงล้วนแล้วแต่มีอยู่บนแผ่นดินสยามดั่งเดิม
มิได้นำพาขึ้นเรือสำเภามาจากแผ่นดินอื่นโดยร่องรอยประวัติศาสตร์ของ “แกงเลียง”
ตามเอกสารโบราณอย่างหนังสืออักขราภิธานศรับท์ ของหมอบรัดเลย์ เมื่อปี พ.ศ. 2416 อธิบายไว้ว่า “แกงเลียง,
เขาเอาปลาย่าง กะปิ เกลือ หัวหอม, ตำละลายน้ำเปนน้ำแกง,แล้วตั้งไฟให้ร้อนใส่ผักตามชอบใจ”
นั่นหมายความว่า “แกงเลียง” ในยุคโบราณจึงครอบคลุมแกงน้ำใส เครื่องน้อย เน้นผักเป็นหลัก
และไม่จำเป็นต้องมีเครื่องเคราแบบแกงเลียงที่ตำราอาหารปัจจุบันบอกสูตรบังคับไว้ว่าต้องมีเครื่องตำหอมแดง, พริกไทย, กะปิ,
รากกระชาย, กุ้งแห้ง และ ใบแมงลัก แต่อย่างใดกระนั้นข้อมูลอีกฝากหนึ่งก็ได้ให้ความกระจ่างถึงต้นกำเนิดของ
“แกงเลียง”
ว่าเกิดมาจากน้ำพริกถ้วยหนึ่งที่กินกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยก่อนจะผุดไอเดียวแก้เบื่อด้วยการนำ ปลาย่าง ตำกับ น้ำพริก
แล้วนำขึ้นตั้งไฟเพื่อทำเป็นแกงนั่นทำให้ “แกงเลียง” มีความพิเศษอยู่ที่เครื่องแกงสด
ที่มีส่วนประกอบจาก หัวหอม, พริกไทย, กะปิ และกระชาย
โดยสูตรโบราณจะใช้ ปลาแห้งป่นในการเพิ่มความข้นให้กับน้ำแกง และยังมีกลิ่นหอมของ
ใบแมงลัก ที่เป็นเอกลักษณ์อีกด้วยอย่างไรก็ตาม ด้วยกาลเวลาที่ผันเปลี่ยนไป
รวมถึงวัตถุดิบที่มีให้เลือกสรรในการปรุงมากขึ้น ทำให้ “แกงเลียง”ในตำราอาหารยุคปัจจุบัน
ดูจะเป็นที่ถูกปากถูกจริตของผู้คนชาวไทยในสมัยนี้มากกว่ารวมไปถึงชาวต่างชาติทั่วโลกด้วย
ซึ่งขั้นตอนในการทำ “แกงเลียง” ก็ไม่ยุ่งยากอะไรเพียงแต่อาจจะวุ่นวายนิดหน่อยในการเตรียมวัตถุดิบ ไล่ตั้งแต่
กุ้งสด 6 ตัว, ปลาแห้งป่น 1 ถ้วยตวง, ฟักทองหั่นชิ้น 1/4 ลูก,ใบแมงลัก 1 กำ, ใบตำลึง 1 กำ, บวบหั่นชิ้น 1 ลูก, น้ำเต้า 1/3 ลูก
และ เห็ดฟางหั่นครึ่ง 10 ชิ้นเช่นเดียวกับเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่จะทำให้ “น้ำแกงเลียง”
มีเอลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง พริกไทยเม็ด 1/2 ช้อนชา,
หัวหอมแดงซอย 5 ลูก, กะปิ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำซุป 8 ถ้วยตวงและ น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
ถือเป็นแกงที่มีสรรพคุณทางโภชนาอย่างมาก
ส่วนขั้นตอนการปรุง “แกงเลียง” เริ่มจากโขลก พริกไทย,กะปิ และ หัวหอม ให้ละเอียด จากนั้นใส่ ปลาแห้งป่น
ลงไปโขลกรวมกันแล้วพักไว้ ซึ่งระหว่างโขลกให้ใส่เกลือเล็กน้อยจะช่วยให้โขลกเครื่องแกงได้ละเอียดมากขึ้น
ทั้งยังเพิ่มรสชาติให้กับเครื่องแกงด้วยจากนั้นหันมานำ น้ำซุป ขึ้นตั้งไฟกลาง
เมื่อน้ำเดือดใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้ลงไป ตามด้วยการนำบวบหั่นชิ้น, ฟักทองหั่นชิ้น, น้ำเต้าหั่นชิ้น, เห็ดฟางหั่นครึ่ง และ
กุ้ง ลงไปต้มรวมกัน เมื่อผักสุกแล้วจึงปรุงรสด้วยน้ำปลาที่เหลือก็แค่ ใส่ใบตำลึง และ ใบแมงลัก คนให้เข้ากัน
ปิดไฟแล้วตักใส่ถ้วยเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆเตรียมซดให้คล่องได้เลย ซึ่งปัจจุบันคุณสามารถหาทาน
“แกงเลียง” ได้ตามร้านอาหารทั่วไปเพราะถือเป็นแกงประจำชาติที่สามารถหากินได้ทุกภาคแน่นอ…

Uncategorized

ท่องเที่ยว_เจ๊อิ๊ดริมน้ำ ร้านที่ต้องห้าม(พลาด) เมื่อไปเที่ยวเมืองจันท์

Posted on

จังหวัดจันทุบรี ถือว่าเป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ไกล จากกรุงเทพมากนัก เดินทางด้วยรถยนต์ก็ประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้น
เปนจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรรมชาติค่อนข้างครบทั้ง ทะเล, ภูเขา, น้ำตก
แถมยังขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกินทั้งอาหารทะเล และผลไม้ รวมไปถึงอาหารพื้นบ้านของพี่น้องชาวภาคตะวันออก
ซึ่งทำให้จังหวัดนี้ดึงดูดให้คนมาเที่ยวมากมาย และหากว่าได้ไปเยือนเมืองเก่า
ริมน้ำจันทบูรณ์ก็บอกเลยว่าห้ามพลาดที่จะไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านเจ๊อิ๊ดริมน้ำ ที่รถชาติจัดจ้านถึงใจแถมยังมี
ทีเด็ดที่อาหารทะเลสดๆ เป็นเครื่องเคียงบอกเลยว่าใครไม่มาถึงว่าพลาดอย่างแรง
ก๋วยเตี๋ยวเจ๊อี๊ด เป็นร้านห้องแถวห้องเดียว อยู่ถนนตรงชุมชนริมน้ำจันทบูร ใกล้กับทางที่จะเดินไปยังตลาดพลอย
และโบสถ์คาทอลิก ร้านเจ๊อี๊ดเปิดมานานหลายสิบปี จึงมีลูกค้าแน่นตลอด โดยเฉพาะช่วงเที่ยง คนค่อนข้างเยอะ
อาจต้องรอนานหน่อย เมื่อมาถึงร้านเจ๊อี๊ด
ด้านหน้าร้านจะเห็นหม้อก๋วยเตี๋ยวรวมถึงเครื่องประกอบการปรุงก๋วยเตี๋ยวตั้งแต่ทางเข้า ส่วนด้านในจะเป็นโต๊ะนั่งแบบธรรมดา
มีเพียงไม่กี่โต๊ะ เมนูอาหารสามารถดูได้จากแผ่นป้ายเมนูขนาดใหญ่ที่ติดไว้ตรงข้างฝา
พิกัดร้านเจ๊อี๊ดหาไม่ยาก อยู่ใกล้ๆ กับแลนด์มาร์คสำคัญ โบสถ์คริสต์เก่าแก่คู่เมืองจันท์
“อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล” แค่เดินข้ามสะพานมาฝั่งย่านเก่าริมน้ำจันทบูร
เลี้ยวซ้ายไปไม่กี่ก้าวก็ถึงความเด็ดดวงของร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ที่ทำให้คนแน่นร้านตลอด อยู่ที่เนื้อปู เนื้อกั้งทะเลสดๆ
ที่จัดเต็มมาในชาม ก๋วยเตี๋ยวทะเลต้มยำที่นี่ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 50 บาท 70 บาท ไปจนถึงแพงสุด 100 บาท
นอกจากนี้ยังมีเมนูข้าวหน้าทะเล ข้าวหน้าปู ไข่ปู กินคู่กับน้ำจิ้มพริกเกลือรสแซ่บ ส่วนใครที่อยากกินกรรเชียงปู ก้ามปู
กั้งทะเลล้วนๆ แบบเนื้อเน้นๆ เจ๊อี้ดยินดีจัดเต็มเมนูลวกจิ้มให้กินอย่างจุใจในราคาจานละ 200 บาท
จุดขายของร้านอยู่ที่การคัดสรรวัตถุดิบอาหารทะเลสดใหม่ทุกวัน แหล่งใหญ่ๆ มาจากย่านประมงพื้นบ้าน “ตะกาดเง้า”
อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เมนูยอดฮิตของที่ร้านคือ “ต้มยำจ้าวสมุทร” หรือก๋วยเตี๋ยวทะเลรวมมิตร…

รีวิว

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : เมี่ยงกระทงกรอบ

Posted on

เมี่ยงกระทงกรอบ เป็นเมนูอาหารว่างของไทยในสมัยโบราณ
ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นในสมัยของรัชกาลใด แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาหารชาววังเริ่มแพร่หลายในสังคมส่วนขั้นตอนในการทำ เมี่ยงกระทงกรอบ
ถือว่ายากและนานเอาเรื่อง เริ่มจาก เครื่องเมี่ยง ที่ต้องเตรียม
มะพร้าวหั่นเล็กคั่วให้หอม, พริกชี้ฟ้าหั่นเล็ก, ขิงหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก,
มะนาวหั่นเล็ก, ถั่วลิสงคั่วให้หอม, หอมหัวแดงหั่นเล็ก และ กุ้งแห้ง
ขณะเดียวกันเราต้องทำ น้ำเมี่ยง ด้วย เริ่มจากเตรียม
น้ำตาลปี๊บ ๑/๒ ถ้วย, น้ำปลา ๓ ช้อนโต๊ะ, น้ำเปล่า ๓ ช้อนโต๊ะ,
ตะไคร้หั่นเอาตรงโคน ๒ ต้น, หอมแดง ๓ หัว, ข่าสับ ๒ ช้อนโต๊ะ,
กะปิ ๒ ช้อนชา, กุ้งแห้งป่นละเอียด ๑/๔ ถ้วย และ มะพร้าวคั่วสับ๑/๔ ถ้วย
ขั้นตอนการทำ น้ำเมี่ยง เริ่มจาก โขลก หอมแดง ข่า ตะไคร้
เข้าด้วยกันให้ละเอียด ใส่ กระปิ โขลกให้เข้ากันพักไว้ก่อน
แล้วนำ น้ำตาล น้ำปลา น้ำ ใส่ลงในหม้อ
เปิดไฟเคี่ยวให้ข้นเหนียวเล็กน้อย
เมื่อเคี่ยวน้ำตาลข้นดีแล้ว
ให้นำเครื่องตะไคร้ที่โขลกไว้ลงไปในหม้อ คนให้เข้ากัน
ใส่มะพร้าว ตามด้วยกุ้งแห้ง เคี่ยวส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
จนส่วนผสมเหนียวข้นดี ชิมรสดู
ถ้าขาดรสไหนก็เติมลงไปตามใจชอบ เป็นอันเสร็จ
จากนั้นเราจะมาทำ กระทงกรอบ กัน เริ่มจากเตรียม
แป้งข้าวเจ้า ๑/๒ ถ้วย บวกอีก ๑ ช้อนโต๊ะ, แป้งสาลีเอนกประสงค์
๑/๒ ถ้วย บวกอีก ๑ ช้อนโต๊ะ, ไข่แดง ๑ ฟอง, น้ำปูนใส ๑ ถ้วย,
หัวกะทิ ๔ ช้อนโต๊ะ และ เกลือ ๑/๒ ช้อนชา
วิธีทำ กระทงกรอบ เริ่มจาก
นำแป้งสองชนิดและเกลือใส่ในอ่างผสม ใส่ไข่แดงลงไป
ใช้ไม้พายหรือตะกร้อมือคนให้เข้ากัน แล้วค่อยๆ
เทกะทิลงไปคนพอให้เข้ากัน จากนั้นค่อยๆ เทน้ำปูนใสลงไป
ใช้ไม้พายคนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วก็นำไปเตรียมทอดได้เลย
ขั้นตอนการทอดจะใช้หม้อก้นลึก
ใส่พิมพ์ลงไปแช่ในน้ำมันให้ร้อนจัด
และควรจะเปิดไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน
เพราะหากไฟแรงไปจะไหม้เร็ว
อีกทั้งผิวกระทงทองจะตะปุ่มตะป่ำไม่สวยงามเอาด้วย
เมื่อพิมพ์ร้อนได้ที่แล้ว
ให้ยกพิมพ์ออกมาซับกับกระดาษซับน้ำมัน เพื่อเวลาจุ่มแป้ง
แป้งจะได้ติดพิมพ์ดี และจุ่มแป้งแค่พอถึงขอบพิมพ์เท่านั้น
จากนั้นก็เอาจุ่มในน้ำมันที่ร้อน แต่อย่าเพิ่งจุ่มให้มิด
เพราะก้นกระทงทองจะทะลุ
ดังนั้นให้ค่อยๆ จุ่มลงไปจนถึงขอบพิมพ์
นับไปประมาณหกเจ็ดวินาที แล้วค่อยๆ จุ่มพิมพ์ทั้งหมดลง
กดก้นพิมพ์กับหม้อ ก้นกระทงกรอบจะได้เรียบ
พอคาดว่าแป้งอยู่ตัวแล้ว ก็ให้ค่อยๆ
แซะออกจากพิพม์หรือเขย่าเอาก็ได้ ถือเป็นเสร็จ
ส่วนวิธีรับประทาน เมี่ยงกระทงกรอบ
ให้นำเครื่องทุกอย่างใส่ลงในกระทงแล้วราดด้วยน้ำเมี่ยง
รับรองเด็ดสะระตี่ ซึ่งปัจจุบันเราสามารถหาเมนูนี้ได้ไม่ยากนัก
อาทิเช่น ห้องอาหารธาราทอง โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน หรือ
ร้านอรรถรส ซอยสุขุมวิท 39…